ทุกวันนี้ องค์กรธุรกิจแทบไม่สามารถพึ่งพาข้อมูลที่บอกว่าเป็น Insight แม้เป็นของเมื่อวานได้อีกต่อไป เพราะความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรวดเร็ว เช่น ผู้บริโภครายได้ปานกลางรู้สึกกดดันกังวลเรื่องเงินเฟ้อ แต่ไม่ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเลย ส่วนผู้สูงอายุแทนที่จะเก็บเงินเพื่อใช้หลังเกษียณก็ยังสุรุ่ยสุร่าย การเปลี่ยนแปลงมีผลต่อการวางแผน กำหนดกลยุทธ์ทำให้องค์กรธุรกิจต้องตื่นตัวมากขึ้น
หนึ่งในกลไกของข้อมูลข่าวสารเพื่อการตัดสินใจของธุรกิจ คือรายงานที่สรุปและเผยแพร่เกี่ยวกับเทรนด์ธุรกิจและการตลาด มีทั้งที่ออกมาเป็นรายปี (Annual) รายครึ่งปี (Mid-Year) รายไตรมาส (Quarterly)ซึ่งมีประโยชน์ต่อกระบวนทัศน์ การจัดทำแผนการตลาด กระทั่งแผนธุรกิจ
ช่วงเดือนนี้ (มิถุนายน) ถึงเดือนหน้า น่าจะมีรายงานโดยองค์กรหรือสำนักวิจัยน่าเชื่อถือจำนวนมากออกมา ล่าสุดMcKinsey บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกสำรวจความเห็นผู้บริโภคมากกว่า 15,000 รายใน 18 ตลาดรวมกันคิดเป็น 90% ของ GDP โลกสรุปเป็นเทรนด์ 9 เรื่องที่ส่งผลต่อการตลาดครึ่งปีหลังปี 2024
1. ลูกค้าคนสำคัญ คือหนุ่มสาวในตลาดเกิดใหม่
ปี 2030 75 % ของผู้บริโภคในตลาดเกิดใหม่จะมีอายุระหว่าง 15 - 34 ปี ผู้บริโภคเหล่านี้จะมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับเศรษฐกิจและเต็มใจควักเงินจับจ่ายใช้สอยในกลุ่มนี้ ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มีอายุ 18- 24 ปี ในเอเชียและตะวันออกกลาง เช่น อินเดีย และซาอุดีอาระเบียจะสำคัญเป็นพิเศษ เพราะมีความต้องการแรงกล้าที่จะซื้อหาผลิตภัณฑ์พรีเมียม แนวโน้มเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า ซึ่งหมายถึงการเลือกซื้อแบรนด์ราคาสูงกว่า มากกว่าผู้บริโภคในประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว
2. สูงวัย พร้อมจ่าย พร้อมจบ
แม้การเกษียณอายุอาจมาพร้อมข้อจำกัดทางการเงิน แต่ผู้บริโภคสูงอายุทุกระดับรายได้ยินดีใช้จ่ายกับหมวดหมู่เชิงประสบการณ์ เช่น การเดินทาง ที่สำคัญคือความตั้งใจใช้จ่ายฟุ่มเฟือยสูงกว่าคนรุ่นมิลเลนเนียลซึ่งในอดีตเป็นผู้ใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวรายใหญ่
42% ของผู้บริโภคสูงวัยฐานะร่ำรวย กล่าวว่า พวกเขาคาดว่าจะใช้จ่ายกับความบันเทิงมากขึ้น เมื่อเทียบกับ 7% ของยุโรปและ 11% ของสหรัฐ รวมถึงยังเต็มใจใช้จ่ายในหมวดหมู่อื่นๆ เช่น ปรับปรุงบ้าน จ่ายค่าเครื่องบิน การเข้าพักในโรงแรม
3. รสนิยมสูงสวนรายได้
ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นในประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วจะยังคงสร้างแรงกดดันต่อผู้บริโภคที่มีรายได้ปานกลาง แต่ใน
ยุโรปและสหรัฐอเมริกา พวกเขาบอกว่ายังสามารถใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้ไม่ต่างจากผู้บริโภครายได้สูง กับสินค้าหมวดหมู่เน้นประสบการณ์ เช่น การเดินทาง กินอาหารนอกบ้าน รวมถึงซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคดีๆ เข้าบ้าน
4. ไม่จงรัก ไร้ภักดี
ปัจจุบัน Brand Loyalty ในใจผู้บริโภคอ่อนแอลง กระแส Sustainability ยังมี แต่ก็ต้องดูเงินในกระเป๋าก่อนด้วย ยิ่งกว่านั้นความสนใจผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพก็เพิ่มขึ้น สะท้อนความชอบและการจัดลำดับความสำคัญของผู้บริโภคตามช่วงอายุและปัจจัยถิ่นที่อยู่ ข้อมูลระบุว่า ผู้บริโภคมากกว่า 1 ใน 3 เคยลองใช้แบรนด์แตกต่างหลากหลาย ประมาณ 40% เปลี่ยนห้าง เพื่อหาราคาและส่วนลดที่ดีกว่า
5. ซื้อเพราะยั่งยืนกลับไม่ยั่งยืน
ปี 2023 ผู้บริโภครุ่นเยาว์กล่าวว่า ต้องดูข้อมูลด้านความยั่งยืนก่อนตัดสินใจซื้อ ในสหรัฐยอดขายผลิตภัณฑ์ที่เคลมว่าทำเรื่องความยั่งยืนสูงกว่าผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีข้อมูลดังกล่าวมาก แต่ปี 2024 Gen Zers และ Millennials ที่เคยบอกว่าความยั่งยืนเป็นปัจจัยซื้อที่สำคัญ ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนถึง 4% ในทุกหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์
6. ตลาดเพื่อสุขภาพขยายตัวแรง
McKinsey ประเมินว่าตลาดด้านสุขภาพทั่วโลกจะมีมูลค่ามากกว่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์เติบโต 5-10% ตลาดเกิดใหม่ เช่น จีน อินเดีย และตะวันออกกลาง ผู้บริโภคที่ตั้งใจเพิ่มการใช้จ่ายในผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพสูงกว่าแคนาดา และสหรัฐอเมริกา 2-3 เท่า ปัจจัยขับเคลื่อน คือคนทุก Generation ผลวิจัย พบว่า 63 % ของเบบี้บูมเมอร์จีนตั้งใจใช้จ่ายด้านฟิตเนสเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้ นอกจากนั้น ผลิตภัณฑ์และบริการควบคุมน้ำหนัก หรือลดความอ้วนจะมีบทบาทสำคัญช่วยกระตุ้นการเติบโต
7. ตลาดเพื่อความงาม แรงแล้ว แรงอยู่ แรงต่อไป
ผู้บริโภคทั้งในตลาดก้าวหน้าและตลาดเกิดใหม่ล้วนใช้จ่ายกับผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพของผู้หญิง รวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลมากขึ้น ประเมินว่า ปี 2040 มูลค่าตลาดอาจสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
48% ของผู้หญิงในตลาดเกิดใหม่ บอกว่า ตั้งใจใช้จ่ายด้านความงามผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายและการออกกำลังกาย มากขึ้นเมื่อเทียบกับตลาดแคนาดาและสหรัฐ (27%) ในจำนวนนี้ Gen Z บอกว่าจะใช้จ่ายกับสินค้าและบริการ Personal Care มากขึ้นเมื่อเทียบกับ Gen Xers และเบบี้บูมเมอร์
8. ตลาดเกิดใหม่ เคลื่อนจากเมืองใหญ่ย้ายสู่เมืองรอง
ทั้งในสหรั และตลาดเกิดใหม่ ผู้บริโภคกำลังย้ายออกจากเมืองใหญ่ไปยัง "เมืองรอง" หรือเมืองที่มีประชากรระหว่าง 50,000- 500,000 คน เพราะค่าครองชีพต่ำกว่า และมีโอกาสทำงานแบบไฮบริด คือทำงานที่บ้าน+ไม่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวันขณะที่มูลค่าการจับจ่ายใช้สอยไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด
9. Social Commerce ไม่มีอะไรหยุดได้
ปัจจุบัน Social Commerce ทั้งในจีนและอินเดียยังคงเติบโตต่อเนื่อง ตลาดเกิดใหม่อื่นๆ เช่น บราซิล ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็ตามหลังไม่ไกล ผู้บริโภคในประเทศเหล่านี้ซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมากขึ้นต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับผู้บริโภคในยุโรปและสหรัฐ
ในสหรัฐ ปี 2024 Social Commerce มีมูลค่า 67,000 ล้านดอลลาร์ คาดว่าจะเพิ่มเป็น 145,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2027 โดย Gen Z และ Millennials ขับเคลื่อนการเติบโต ข้อมูลระบุว่า: พวกเขาซื้อสินค้าบนโซเชียลมีเดียบ่อยกว่า คนรุ่นก่อนถึง 4 เท่า และมากกว่า 1 ใน 3เคยซื้อสินค้าบนโซเชียลมีเดียในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
ที่มา https://www.mckinsey.com/industries/consumer-packaged-goods/our-insights/state-of-consumer