ตลาดกาแฟของไทย มีมูลค่ารวม 60,000 ล้านบาท แยกเป็นการดื่มในบ้าน 55% และการดื่มนอกบ้านรวมร้านกาแฟอีก 45% ซึ่งคนไทยดื่มกาแฟเฉลี่ย 300 แก้วต่อคนต่อปี เมื่อเทียบกับยุโรปที่มีมากถึง 700 แก้วต่อคนต่อปี ยังถือว่าค่อนข้างน้อย ทำให้ตลาดกาแฟยังมีโอกาสเติบโตได้อีกค่อนข้างมาก
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้เล่นแบรนด์ใหญ่ในตลาดตอนนี้เลือกใช้กลยุทธ์เร่งขยายสาขาเพื่อชิงส่วนแบ่งทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับเทรนด์การดื่มกาแฟนอกบ้าน
วันนี้ BrandAge Online จะมาพาดูแบรนด์ร้านกาแฟที่เกิดจากสถานีบริการน้ำมัน แต่ละบริษัทมีจุดเด่นและกลยุทธ์ขยายตลาดอย่างไรบ้าง
เริ่มกันที่ Café Amazon ของบริษัทปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เชนร้านกาแฟที่มีสาขามากเป็นอันดับ 6 ของโลก ปัจจุบันมีจำนวนสาขา 3,947 สาขา แบ่งเป็นในประเทศ ไทย 3,927 สาขา คิดเป็นสาขาในสถานีบริการ 2,155 สาขา และนอกสถานีบริการ 1,772 สาขา ปริมาณจำหน่ายไตรมาสแรกรวมได้ 91 ล้านแก้ว
การดำเนินธุรกิจของ Café Amazon 80% เป็นแฟรนไชส์ ซึ่งเป็นเจ้าของสถานีน้ำมันอยู่แล้ว และส่วนหนึ่งคือกลุ่ม SME และคนรุ่นใหม่ที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจเอง
ถัดมาร้านพันธุ์ไทย ของบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG แบรนด์ร้านกาแฟน้องใหม่ที่ต้องการจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นเบอร์ 2 ด้วยเป้าหมายสาขาภายในปีนี้จะมีจำนวนสาขา 1,500 แห่ง
ที่ผ่านมา พันธุ์ไทยเร่งสปีดการเติบโตผ่านกลยุทธ์ขยายสาขาแฟรนไชส์ โดยเน้นการเปิดสาขาที่ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย เข้าถึงได้ง่าย และเพิ่มการมองเห็นของแบรนด์ ปัจจุบันการดำเนินธุรกิจของพันธุ์ไทย 40% เป็นแฟรนไชส์ วางเป้าหมายปีนี้จะขยับขึ้นเป็น 80%
สุดท้ายอินทนิลของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ปัจจุบันมีจำนวนสาขา 1,100 สาขา มีจุดเด่นคือการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2554 อินทนิล เป็นร้านกาแฟแบรนด์แรกๆ ในประเทศไทยที่ลดราคา 5 บาท ให้ลูกค้าที่นำแก้วมาเอง และเมื่อปีพ.ศ. 2558 ได้เปลี่ยนมาใช้ BIO CUP 100% ที่สามารถย่อยสลายได้เองในธรรมชาติภายใน 180 วัน
นอกจากนี้ ทั้ง 3 ร้านกาแฟมีการทำ Loyalty Program เพื่อเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงดาต้าของลูกค้า ทำให้สามารถเข้าใจ Journey ของลูกค้าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
