จากข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ออกมาระบุว่า สารให้ความหวานแทนน้ำตาล "แอสปาร์แตม" (Aspartame) ให้เป็นสารที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงก่อมะเร็ง (possible carcinogen) ข้อมูลจาก WHO มีความสอดคล้อง กับองค์การวิจัยโรคมะเร็งนานาชาติ (International Agency for Research on Cancer:IARC) ได้สร้างความตื่นตระหนกและวิตกกังวลให้กับผู้บริโภคสารแทนน้ำตาลชนิดดังกล่าว ซึ่งถือเป็นส่วนผสมหลักในน้ำอัดลมแคลอรีต่ำ และเครื่องดื่มน้ำตาล 0% ที่กำลังมีการเติบโตค่อนข้างดีในช่วง 3 – 4 ปีหลังมานี้
การออกมาประกาศเรื่องที่ว่านี้ ถูกจับตามองว่าจะส่งผลกระทบกับตลาดมากน้อยแค่ไหน โดยข้อมูลของนีลเส็น ไอคิว พบว่า ตลาดน้ำอัดลมโดยรวมในปี 2565 ที่ผ่านมา มีมูลค่าประมาณ 57,000 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในจำนวนนั้นจะแบ่งเป็นตลาดน้ำอัดลมประเภทโคล่า หรือน้ำดำ 70% และตลาดน้ำสี 30%
เมื่อมองลึกเข้ามาที่ตลาดน้ำดำแล้ว ความน่าสนใจคงอยู่ที่ตลาดน้ำอัดลมน้ำตาล 0% ที่มีการเติบโตสูงถึง 36% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าตลาดรวมค่อนข้างมาก ทำให้สัดส่วนของตลาดน้ำอัดลมน้ำตาล 0% เพิ่มขึ้นมาเป็น 10% ของตลาดรวม
เป็นการเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด จากแค่การมีสัดส่วน 2 – 3% ในช่วง 4 – 5 ปีก่อนหน้านั้น แน่นอนว่ามาจากเทรนด์ในเรื่องของสุขภาพที่คนไทยโดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงาน เริ่มที่จะบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลลดลง

ขณะเดียวกัน การเข้ามาทำตลาดอย่างเข้มข้นมากขึ้นของทั้งเป๊ปซี่และโค้กก็มีส่วนไม่น้อยในการเขย่าให้ตลาดนี้มีการเติบโตในตัวเลขที่ค่อนข้างสูงมาตลอดในช่วงหลังมานี้ โดยตลาดน้ำอัดลมแบบไม่มีน้ำตาล คือตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนภาพที่เป็น “Big Move” ของยักษ์น้ำดำได้ดี
ไม่เพียงเท่านั้นตลาดน้ำอัดลมน้ำตาล 0% นี้ ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะมีกรณีศึกษาหลายเรื่องอยู่ในนั้น โดยเฉพาะกับการนิยามหรือตั้งชื่อเรียกสินค้าตัวนี้ ที่ในอดีตเคยเรียกสินค้าในกลุ่มนี้ว่า น้ำอัดลม “ไดเอท” โดยมีกรณีศึกษาจากฟากของเป๊ปซี่ ที่มองว่า ชื่อ “ไดเอท เป๊ปซี่” นั้น ทำให้ผู้บริโภครับรู้หรือเกิดความรู้สึกว่าเป็นน้ำอัดลมของคนอ้วนที่กินเพื่อลดน้ำหนักมากกว่า
ไม่ได้ตอบโจทย์ในเรื่องของการมีรสชาติที่ใกล้เคียงหรือเหมือนกับน้ำอัดลมที่มีน้ำตาล ซึ่งการออกน้ำอัดลมน้ำตาล 0% มานั้น ส่วนหนึ่งเป็นการเข้าไปทดแทนหรือรักษาพื้นที่กระเพาะของคนที่เคยกินน้ำอัดลม แต่รู้สึกว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพจึงดื่มน้อยลงหรือเลิกดื่ม โดยเฉพาะคนอเมริกันที่มีการดื่มน้ำอัดลมค่อนข้างมาก จึงไม่อยากเสียลูกค้ากลุ่มนี้ไป
เป๊ปซี่ มีการปรับเกม ด้วยการส่งเป๊ปซี่ แมกซ์ เทสต์ ซึ่งเป็นน้ำอัดลมน้ำตาล 0% แต่มีรสชาติเต็มแมกซ์ เหมือนกับเป๊ปซี่ สูตรออริจินัล ที่มีน้ำตาล ผลก็คือ เป๊ปซี่ แมกซ์ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในประเทศไทยที่เป๊ปซี่ แมกซ์ ครองความเป็นผู้นำตลาดพักใหญ่ๆ เลยทีเดียว
ในฟากฝั่งของโค้กที่ก่อนหน้านั้นมีทั้งตัวไดเอทโค้ก และโค้กไลท์ อยู่ในตลาดนี้ ก็มีการปรับเกมด้วยการส่งโค้ก ซีโร่ ที่สื่อถึงการมีน้ำตาล 0% มาทำตลาด ก่อนที่มีการปรับใหญ่เมื่อ 3 – 4 ปีที่แล้ว ด้วยการแบ่งพอร์ตสินค้าเป็นโค้ก ไม่มีน้ำตาลและโค้ก ออริจินัล เพื่อสื่อสารออกมาให้ตรงจุด
ในการนี้ โค้กมีการปรับรสชาติออกมาแทบจะไม่แตกต่างจากโค้ก ออริจินัล หรือโค้กมีน้ำตาล ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการเปลี่ยนสีแพ็กเกจจิ้งของโค้กไม่มีน้ำตาลใหม่ จากก่อนหน้านั้นที่เป็นโค้กซีโร่ จะใช้แพ็กเกจจิ้งสีดำ โดยเปลี่ยนมาเป็นสีแดงเช่นเดียวกับโค้ก ออริจินัล แต่มีตัวหนังสือสีดำและคำว่าโค้ก ไม่มีน้ำตาล อยู่บนแพ็กเกจจิ้ง
การปรับเกมในครั้งนั้น โค้กทำออกมาได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะในเรื่องของรสชาติที่แทบไม่แตกต่างจากโค้ก ออริจินัล จนโค้กประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยเฉพาะกับการบรรลุเป้าหมายในการรักษาพื้นที่กระเพาะของคนที่เคยดื่มน้ำอัดลมแต่กลัวเรื่องของน้ำตาลเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

ตลาดน้ำอัดลมน้ำตาล 0% ในช่วง 10 ปีก่อนหน้ากับปัจจุบันนี้ค่อนข้างจะมีความแตกต่างกัน ไม่ใช่แค่สัดส่วนตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจาก 2 – 3% มาเป็น 10% ในปีที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรูปแบบการนำเสนอสินค้า เพราะถ้าก่อนหน้านั้น ตลาดน้ำอัดลมแบบไม่มีน้ำตาลหรือน้ำอัดลม 0 แคลอรีนั้น ยังคงมีสินค้าอยู่ในตลาดแค่ตัวเมนสตรีม คือเป๊ปซี่ แมกซ์ เทสต์ และโค้ก ซีโร่
แต่หลังจากที่ตลาดมีเทรนด์การเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง ทั้งเป๊ปซี่ และโค้ก ก็เริ่มมีการส่งน้ำอัดลม 0 แคลอรี รสชาติต่างๆ เข้ามาทำตลาดเพิ่มมากขึ้น โดยเป๊ปซี่มีการเปิดตัวเป๊ปซี่ แมกซ์ เทสต์ กลิ่นราสเบอรี่ และกลิ่นครีมโซดา เข้ามาทำตลาด ส่วนโค้กมีการเปิดตัว โค้ก ซีโร่ กลิ่นส้ม และกลิ่นเชอรี่ เข้ามาเสริมไลน์ ทำให้ตลาดมีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น
การเติบโตของตลาดกลายเป็นช่องว่างให้ผู้เล่นรายอื่นๆ มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่อัดก๊าซแต่น้ำตาล 0% เข้ามาร่วมแจม อย่างกรณีของสิงห์ เลมอนโซดา ที่มีการเติบโตค่อนข้างดี โดยเป็นการสร้างทางเลือกใหม่ๆ ต่อจากน้ำอัดลมประเภทโคล่า ซึ่งก็ไม่รู้ว่า การออกมาประกาศของ WHO ในช่วงที่ผ่านมาจะส่งผลกระทบแค่ไหนกับการเติบโตของตลาดนี้
เป็นเรื่องที่น่าจับตามองไม่น้อยทีเดียว.....