ย้อนหลังไปร่วม 30 ปีที่แล้ว ตลาดค้าปลีกของบ้านเราเปิดกว้างต้อนรับกลุ่มทุนค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของโลก ให้กำเงินเข้ามาลงทุน ทำให้เราได้เห็นบริษัทค้าปลีกที่อยู่ในอันดับท็อปเทนของโลกอย่างคาร์ฟูร์ และเทสโก้ หรือแม้แต่ที่ไม่ได้อยู่ในท็อปเทนอย่างกลุ่มกาสิโนจากฝรั่งเศส ต่างก็เข้ามาลงทุนขยายธุรกิจของตัวเองในเมืองไทย
โดยในปี 2538 คาร์ฟูร์จากฝรั่งเศส ที่ในช่วงเวลานั้น เป็นค้าปลีกที่มียอดขายอันดับ 2 ของโลกรองจากวอลล์มาร์ทแห่งสหรัฐอเมริกา เข้ามาบ้านเราด้วยการร่วมทุนกับเซ็นทรัล ตั้งบริษัท CENCAR บริหารค้าปลีกรูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ตอย่างเต็มตัว โดยสาขาแรกตั้งอยู่บนถนนสุขาภิบาล 3 หรือถนนรามคำแหงในปัจจุบัน
ผลกระทบจากการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 ทำให้ผู้ประกอบการค้าปลีกของบ้านเราบางรายจำเป็นต้องขายธุรกิจบางส่วนของตัวเองทิ้งเพื่อแลกกับเงินทุนก้อนโต ทำให้ธุรกิจค้าปลีกโดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกประเภทไฮเปอร์มาร์เก็ตเปลี่ยนไปเป็นของต่างชาติมากขึ้น
ยิ่งหลังจากที่กฎหมาย ปว.281 อนุญาตให้นักลงทุนจากต่างชาติสามารถถือหุ้นในสัดส่วนมากกว่า 50% ทำให้ผู้ลงทุนต่างชาติกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และมีสิทธิ์ในการบริหารงาน นักลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในประเทศแถบยุโรป นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราได้เห็นยักษ์ทั้ง 3 ราย เข้ามาขยายสาขาเป็นว่าเล่น พร้อมกับสร้างให้ตลาดค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ต กลายเป็นเซ็กเม้นต์ค้าปลีกสมัยใหม่ที่มีการเติบโตดีและมีสัดส่วนมากที่สุด
เมื่อถึงปี 2542 กลุ่มเซ็นทรัล ขายหุ้นบริษัท Cen Car คืนให้กับคาร์ฟูร์ และในปี 2545 บิ๊กซีก็มีการร่วมทุนกับกลุ่มกาสิโน จากฝรั่งเศส เมื่อรวมเข้ากับการขายกิจการโลตัสของกลุ่มซีพีให้กับเทสโก้ จากสหราชอาณาจักร ทำให้ไฮเปอร์มาร์เก็ตที่มีอยู่ทั้ง 3 ราย กลายมาเป็นของต่างชาติเกือบจะสมบูรณ์แบบ
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาหนึ่ง ตามวงล้อเศรษฐกิจ ยักษ์ใหญ่บางราย จำต้องขายธุรกิจของตัวเองทิ้งไป เหลือไว้แต่ชื่อ และบทเรียนทางการตลาด โดยราวปี 2553 มีข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาไม่เพียงแค่บ้านเรา แต่สะเทือนไปทั่วยุทธจักรค้าปลีกเอเชีย เมื่อยักษ์ใหญ่ที่ถือเป็นเบอร์ 2 ของโลกค้าปลีกอย่างคาร์ฟูร์ ประกาศถอนการลงทุนออกจากบ้านเราซึ่งเป็นตลาดค้าปลีกที่คาร์ฟูร์เข้ามาลงหลักปักฐานมาถึง 13 ปี และมีสาขามากถึง 45 สาขา
กระแสข่าวการขายกิจการของคาร์ฟูร์ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ถูกจุดประเด็นขึ้นโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก และสำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักที่อ้างแหล่งข่าววงใน และ “ตีความ” จากคำพูดของ “ลาร์ส โอลอฟสัน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของคาร์ฟูร์ในช่วงนั้น ที่ระบุไว้ก่อนหน้าว่า คาร์ฟูร์เปิดกว้างที่จะขายธุรกิจ ในตลาดที่ไม่ได้เป็นผู้นำในอันดับ 1 และ 2 ซึ่งทั้งไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ก็เข้าข่ายความหมายที่ถูกตีความที่ว่านี้ด้วย ซึ่งอะไรก็เกิดขึ้นได้ในการทำธุรกิจยุคใหม่ ที่พร้อมจะเคลื่อนย้ายทุนสู่ตลาดที่มีแนวโน้มและโอกาสในการทำกำไรมากกว่า
การเข้ามาทำตลาดในไทยนั้น คาร์ฟูร์ เปิดสาขาแรกเมื่อปี 2538 และเมื่อผ่านไป 15 ปี คาร์ฟูร์ไม่อาจฉีกตัวเองให้โดดเด่นจากคู่แข่งที่แข็งแกร่งได้ คาร์ฟูร์เป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตที่มีการขยายสาขาช้าที่สุดในบรรดาผู้เล่นทั้งหมด และมีจำนวนสาขารั้งท้าย ถือเป็นรายที่ 3 ในจำนวนผู้เล่นทั้งหมด โดยมี เทสโก้ โลตัส เป็นอันดับ 1 และ บิ๊กซี เป็นอันดับ 2
ก่อนหน้านั้น คาร์ฟูร์ขับเคี่ยวกับเทสโก้และบิ๊กซีแบบน่าดูชม แต่ด้วยนโยบายการลงทุนที่ไม่ Aggressive เท่าเทสโก้ และกลุ่มกาสิโน ทำให้การขยับขยายในเรื่องของการขยายสาขามีออกมาช้ากว่าคู่แข่งขัน ซึ่งจำนวนสาขาถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำค้าปลีกในเซ็กเม้นต์ไฮเปอร์มาร์เก็ตที่ส่วนหนึ่งต้องต่อสู้กันด้วยเรื่องของวอลุ่ม เพราะเป็นตัวช่วยหนึ่งในเรื่องของการทำให้สินค้ามีราคาถูกลง จำนวนตัวเลขสาขาจึงเป็นหัวใจสำคัญ

จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ พบว่า ในปี 2551 เทสโก้ ทำยอดขายเข้ามาเป็นอันดับ 1 มีรายได้รวม 130,062 ล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 42.26% บิ๊กซี ตามมาเป็นอันดับ 2 มีรายได้ 76,513 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 24.86% ส่วนคาร์ฟูร์ เป็นเบอร์ 3 มีรายได้ 27,970 ล้านบาท สัดส่วน 9.10%
เรียกได้ว่า มีสัดส่วนของมาร์เก็ตแชร์ที่ค่อนข้างห่างจากคู่แข่งทั้ง 2 ราย ยิ่งเมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในยุโรป ก็ยิ่งส่งผลกระทบเต็มๆ กับกลุ่มค้าปลีกสัญชาติฝรั่งเศสรายนี้ ทำให้การใส่เงินเข้ามาเพื่อลงทุนขยายสาขาในบ้านเราพลอยชะงักไปด้วย
ประกอบกับ คาร์ฟูร์มีการหันไปลงทุนในประเทศจีนและอินเดียที่มีขนาดตลาดใหญ่กว่า และมีแนวโน้มการขยายตัวที่น่าสนใจ ขณะที่ตลาดในย่านอาเซียน ถือเป็นตลาดที่มีสัดส่วนของยอดขายไม่สูงนัก โดยเฉพาะในไทย ตลาดมีการแข่งขันค่อนข้างรุนแรง โดยในช่วงเวลานั้น ตลาดในย่านเอเชียทำสัดส่วนยอดขายให้กับคาร์ฟูร์ไม่สูงนัก คือมีตัวเลขแค่ 7.5% ของยอดขายโดยรวมทั้งหมดของคาร์ฟูร์ในทั่วโลก
ด้วยการแข่งขันที่รุนแรง ประกอบกับตลาดค้าปลีกโมเดิร์นเทรดในไทย เริ่มที่จะกลายเป็นตลาดที่ต้องใช้แรงผลักดันอย่างมากในการสร้างการเติบโตของยอดขายจากสโตร์เก่า
ส่วนสโตร์ใหม่ๆ ก็ต้องใช้พลังอย่างมากในการแย่งชิงโลเกชั่นดีๆ เพราะไม่เพียงแต่คู่แข่งขันในไลน์ของไฮเปอร์มาร์เก็ตเท่านั้นที่เป็นคู่แย่งชิง ยังมีค้าปลีกในเซ็กเม้นต์อื่นๆ ที่พร้อมจะเสียบเข้ามาได้ทุกเมื่อ
ขณะที่ค้าปลีกโมเดิร์นเทรดในช่วงเวลานั้น กำลังต่อสู้กันด้วยเรื่องของ “สโตร์ ฟอร์แมต” ซึ่งเป็นความพยายามของผู้เล่นแต่ละรายในการปรับเพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของตลาดทั้งในแง่กฎหมาย และพฤติกรรมของผู้บริโภค ทำให้ต้องมีการส่งสโตร์ฟอร์แมตใหม่ๆ เข้ามาในตลาด ด้วยขนาดของสโตร์ที่แตกต่างกันออกไป
เมื่อมองมาที่คาร์ฟูร์เอง พบว่า จำนวนสาขาที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นสาขาในรูปแบบของไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ แม้จะมีการส่งฟอร์แมตขนาดกลางที่เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตเข้ามาในตลาด แต่ก็ยังมีความหลากหลายของฟอร์แมต สโตร์ไม่เท่าคู่แข่งทั้ง 2 ราย เพราะการปรับตัวในเรื่องดังกล่าว ต้องมีการใช้เงินลงทุนค่อนข้างเยอะ
ยิ่งเมื่อภาวะเศรษฐกิจของโลกไม่ดีนัก โดยเฉพาะในยุโรปที่ส่งผลกระทบต่อยอดขายของบริษัทแม่ของคาร์ฟูร์ ทำให้การอัดฉีดเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในบ้านเราก็เป็นเรื่องยากตามไปด้วย
ในช่วงเวลานั้น ตลาดย่านอาเซียน คาร์ฟูร์มีสาขาในไทย 45 สาขา ในมาเลเซีย 22 สาขา และในสิงคโปร์ 2 สาขา คาร์ฟูร์วางราคาขายไว้ที่ประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยแยกเป็นในไทยมูลค่า 500 – 600 ล้านเหรียญสหรัฐ อีก 400 – 500 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นสาขาในสิงคโปร์และมาเลเซียรวมกัน โดยในไทย กลุ่มกาสิโน ที่ทำแบรนด์บิ๊กซี อยู่ เป็นผู้ที่เข้ามาซื้อกิจการของคาร์ฟูร์ไป ก่อนที่จะปรับสาขาทั้งหมดเป็นบิ๊กซี ทำให้มีสาขาขยับขึ้นมาใกล้เคียงกับเทสโก้ โลตัส

คาร์ฟูร์ถอนตัวออกจากไทย ถือเป็นตลาดที่ 3 ต่อจากประเทศญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ที่คาร์ฟูร์ถอนตัวออกไปเมื่อปี 2548 และ 2549 ตามลำดับ โดยขายสาขาไฮเปอร์มาร์เก็ต 8 แห่งในญี่ปุ่นให้กับกลุ่มอิออน และขายไฮเปอร์มาร์เก็ต 32 แห่งในเกาหลีใต้ให้กับกลุ่มอี – แลนด์ ที่ต่อมาขายต่อให้กับกลุ่มเทสโก้ และเทสโก้ ก็ขายธุรกิจค้าปลีกของตัวเองในเกาหลีใต้ที่ทำในนาม "โฮมพลัส" ด้วยมูลค่าร่วม 6.1 พันล้านดอลลาร์ให้กับ MBK บริษัทบริหารทุนสัญชาติเกาหลีใต้ ที่ได้จับมือร่วมกับบริษัทกองทุนเงินบำนาญแคนาดา (the Canada Pension Plan Investment Board) และบริษัทกองทุนเทมาเส็กโฮลดิงส์ของสิงคโปร์
ย้อนมาที่ตัวคาร์ฟูร์ เหตุผลสำคัญที่ทำให้คาร์ฟูร์ต้องถอนตัวจากตลาดญี่ปุ่นหลังเข้าไปทำตลาดตั้งแต่ปี 2543 น่าจะมาจากความไม่เข้าใจตลาดญี่ปุ่นเพียงพอ โดยเฉพาะพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นที่แตกต่างจากชาติอื่นๆ โดยคาร์ฟูร์ไม่สามารถหาสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคแดนซามูไรได้ เพราะคนญี่ปุ่นนิยมซื้อสินค้าที่ต้องการทีละเล็กน้อย แต่จะมีความถี่ค่อนข้างสูงคือเฉลี่ย 2 – 3 วันซื้อ แม้คนญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญกับราคามากขึ้น แต่ก็ยังเป็นรองในเรื่องคุณภาพ ทำให้ไฮเปอร์มาร์เก็ตอย่างคาร์ฟูร์ ที่มีจุดขายในเรื่องของราคาเป็นหลัก ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนญี่ปุ่นได้ตรงประเด็นมากนัก
เมื่อคาร์ฟูร์หันมาให้ความสนใจกับการนำเสนอสินค้าคุณภาพมากขึ้น แต่ก็ยังมีปัญหาจากข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ อาทิ การติดฉลากสินค้าผิด จนทำให้เนื้อหมูญี่ปุ่นเกรดต่ำ กลายเป็นเนื้ออเมริกันราคาแพง ข้อผิดพลาดแบบนี้ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของคนญี่ปุ่นที่มีวินัยในเรื่องที่ว่านี้ค่อนข้างสูง
อีกเหตุผลก็คือ ปัญหาในการเลือกทำเล ทำให้การขยายสาขาเพื่อให้ครอบคลุมกับสเกลของยอดขายทำได้ไม่เต็มที่นัก ซึ่งการเข้าตลาดด้วยการลงทุนเองทั้งหมด กลายเป็นข้อผิดพลาดในเรื่องดังกล่าว
ในเกาหลีใต้ก็เช่นเดียวกับที่ตลาดญี่ปุ่นที่คาร์ฟูร์อ่านพฤติกรรมของผู้บริโภคผิดพลาด โดยคนเกาหลีใต้ชอบบริการที่ดีมากกว่าการเน้นสินค้าราคาถูก ซึ่งเป็นจุดที่ค้าปลีกท้องถิ่นสามารถนำมาต่อกรและรบชนะยักษ์ค้าปลีกข้ามชาติทั้งคาร์ฟูร์และวอลมาร์ท
สำหรับตลาดเมืองไทยเอง คาร์ฟูร์ ไม่ได้เป็นผู้นำตลาด ซึ่งตามนโยบายของบริษัทแม่นั้น จะเลือกให้ความสำคัญกับตลาดที่คาร์ฟูร์เป็นผู้นำก่อน ซึ่งตลาดไทยถือว่าหินเอาการสำหรับการเข้ามาแข่งขันของยักษ์ค้าปลีกรายนี้ โดยเฉพาะ เมื่อมีการขยับตัวในการลงทุนขยายสาขาช้ากว่าคู่แข่งขันอย่างเทสโก้และบิ๊กซี
จำนวนสาขามีผลต่อการแข่งขัน เพราะค้าปลีกนี้ จะวัดกันที่วอลุ่ม ใครมีสาขาที่ครอบคลุมและมี Scale การขายที่มากกว่า จะได้เปรียบยามเมื่อต้องฟาดฟันกันด้วยราคา
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาหนึ่ง ยักษ์ค้าปลีกข้ามชาติที่เหลือคือกาสิโนกับเทสโก้ ก็ทยอยขายกิจการในบ้านเราให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยในปี 2559 Casino Group ซึ่งเป็นหุ้นส่วนใหญ่และบริหารบิ๊กซี ตัดสินใจออกจากตลาด ประกาศขาย บิ๊กซี ในประเทศไทย ทางกลุ่ม BJC ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ทีซีซี กรุ๊ป ของคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ปิดดีลเข้าซื้อกิจการบิ๊กซีมาจากกลุ่ม Casino Group ได้สำเร็จ
ก่อนที่ในปี 2563 กลุ่มซีพี ก็ตัดสินใจซื้อเทสโก้ โลตัส จากกลุ่มเทสโก้ ทำให้ค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ตที่เหลือผู้เล่นในตลาดเพียง 2 ราย กลายมาเป็นของคนไทยอย่างสมบูรณ์แบบ
ทั้งหมดนั้นสะท้อนให้เห็นถึงตลาดค้าปลีกในไทยว่า ไม่ใช่สมรภูมิที่จะกำชัยชนะได้ง่ายๆ และกลายเป็นบทเรียนสำคัญของยักษ์ค้าปลีกระดับโลก......