ภายใต้กลยุทธ์หลักของเนสท์เล่ในการขับเคลื่อนสิ่งดีๆ เพื่อผู้บริโภค (Good for You) สานต่อความมุ่งมั่นในเรื่องโภชนาการเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมรสชาติที่อร่อย และการขับเคลื่อนสิ่งดีๆ เพื่อโลกของเรา (Good for the Planet) เนสท์เล่มุ่งส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการดําเนินงานที่ยั่งยืนผนวกกับความสามารถในการดำเนินธุรกิจและประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่ดีแม้ต้องเผชิญวิกฤต แต่องค์กรยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งในการรักษาสมดุลระหว่างการสร้างผลประกอบการระยะสั้นควบคู่กับการขับเคลื่อนบริษัทให้เติบโตในระยะยาว ทำให้เนสท์เล่เป็นบริษัทที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคมาเป็นอันดับ 1 จากผลสำรวจ 2023-2024 Thailand’s Most Admired Company
จากกลยุทธ์ดังกล่าว เนสท์เล่ได้ผลักดันองค์กรไปสู่เป้าหมาย ถ่ายทอดผ่านวัฒนธรรมองค์กรของเนสท์เล่ที่ส่งเสริมให้พนักงานกล้าคิด กล้าแสดงความคิดเห็นบนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน ตลอดจนให้อำนาจในการตัดสินใจและความพร้อมยอมรับความเสี่ยงอยู่เสมอ เสมือนตนเป็นเจ้าของกิจการ โดยมีการดึงนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้ในการทำงานเพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพและประสิทธิผล ก่อให้เกิดการประหยัดทั้งเวลา และทรัพยากรบุคคล

คุณวิคเตอร์ เซียห์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า การจะประสบความสำเร็จได้มาจาก 2 ปัจจัยหลักๆ คือ การทำความเข้าใจผู้บริโภคชาวไทยอย่างลึกซึ้ง ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เนสท์เล่ให้ความสำคัญสูงสุด และการทำสิ่งพื้นฐานต่างๆ ของการทำธุรกิจได้เป็นอย่างดี โดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้อย่างครอบคลุมในทุกด้านของการทำธุรกิจ ไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ต้องทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพมากขึ้น แต่ยังรวมไปถึงการนำเทคโนโลยีและความก้าวหน้าทางดิจิทัลมาใช้ในการทำการตลาด ฝ่ายขาย และฝ่ายการผลิต เพื่อช่วยให้การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น


ในแง่ของการทำการตลาด เนสท์เล่ได้ใช้นวัตกรรมมาสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคได้อย่างลงตัว เช่น แคมเปญของ เนสกาแฟ โกลด์ เครมมา ที่ให้ผู้บริโภคได้ดื่มด่ำกาแฟรูปแบบใหม่ด้วยการสั่งกาแฟและพูดคุยกับบาริสต้าแจ็คสันที่ เนสกาแฟ โกลด์ เครมมา อินเตอร์แอคทีฟ คาเฟ่ ไม่เพียงเท่านั้น แบรนด์เนสกาแฟยังสร้างสรรค์คลับของคนรักเอสเปรสโซที่ใจกลางเยาวราช เพื่อส่งมอบประสบการณ์สุดพิเศษด้วยการใช้เทคโนโลยี AR นำเสนอเรื่องราวของวัตถุดิบจนมาเป็นผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู เอสเปรสโซ โรสต์ โดยแคมเปญนี้ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ถึงขั้นมีเสียงสะท้อนว่าอยากให้เปิดเนสกาแฟ เอสเปรสโซ โรสต์ คลับแห่งนี้ต่อไป
“ปัจจุบันงบการตลาดมากกว่า 50% ใช้ไปกับ Digital Marketing เพื่อสร้างแคมเปญการตลาดให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในฐานะคนรับสาร และนำมาซึ่งการมอบสิ่งที่ดีกว่าเดิมได้อย่างตรงใจโดยการทำ Personalization จากการใช้ Data และ AI” คุณวิคเตอร์ กล่าว
ทางฝั่งของงานขาย ในอดีตพนักงานต้องไปร้านค้าเพื่อเช็กการจัดเรียงสินค้าด้วยตัวเองแล้วจดลงกระดาษว่ามีสินค้าใดขาดไป และจัดเรียงถูกต้องหรือไม่ แต่ปัจจุบันสามารถใช้โปรแกรม Digital Image Recognition เข้ามาช่วยแทนได้แล้ว เพียงแค่ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพ
ด้านการผลิต มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ จนสามารถประหยัดเวลา แรงงาน และมีผลการดำเนินงานที่ดีเยี่ยม และมีสิ่งที่น่าสนใจคือ เนสท์เล่ถือเป็นบริษัทแรกๆ ที่มี ChatGPT เวอร์ชั่นของเนสท์เล่เอง เรียกว่า NesGPT โดยได้ใส่ข้อมูลภายในองค์กรเข้าไป เพื่อช่วยให้พนักงานทำงานได้ง่ายขึ้นและมีประสิทธิผล
คุณวิคเตอร์ กล่าวว่า เนสท์เล่เชื่อว่า One-Size Fits All ไม่มีอยู่จริง ดังนั้นในฐานะผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม เราจึงมีหน้าที่ต้องคอยรับฟังความต้องการของผู้บริโภค ก้าวตามเทรนด์และปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับความต้องการที่หลากหลาย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ได้อย่างลงตัว ผ่านการทำวิจัยและเก็บข้อมูลต่างๆ โดยอาศัยความได้เปรียบจากการเป็น International Company ที่มี Research and Development Centers ถึง 23 แห่งทั่วโลก ที่เข้ามาช่วยเจาะลึกลงไปยัง Insight ของผู้บริโภคและให้ข้อมูลสนับสนุนด้านโภชนาการ จนสามารถนำมาผลิตเป็นสินค้าที่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคแต่ละประเทศได้

จากการวิจัยยังพบว่า คนไทยยุคปัจจุบันให้ความสนใจและหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น เนสท์เล่จึงออกผลิตภัณฑ์ที่เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้ผู้บริโภคมีสุขภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น อาทิ ไมโลสูตรน้ำตาลน้อย หรือแม็กกี้สูตรโซเดียมต่ำ หรือผลิตภัณฑ์อย่าง OPTIFAST ที่เป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์แบรนด์แรกที่ใช้ทดแทนมื้ออาหารได้ในการลดน้ำหนัก ด้วยการให้คุณค่าทางโภชนาการที่ครบถ้วน และมีข้อมูลทางงานวิจัยมากมายที่สนับสนุนผลลัพธ์ที่ชัดเจนในการควบคุมน้ำหนัก นอกจากนั้น เนสท์เล่ยังเป็นบริษัทที่มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ” มากที่สุดในประเทศไทยกว่า 100 รายการ ซึ่งเป็นอีกผู้ช่วยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสุขภาพที่ดีง่ายยิ่งขึ้น


มากไปกว่านั้น เนสท์เล่ยังเล็งเห็นความสำคัญของการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพและโภชนาการ จึงจัดกิจกรรม “เนสท์เล่คาราวานครอบครัวแข็งแรง” เพื่อให้ความรู้ด้านโภชนาการแก่คนไทย ซึ่งตั้งเป้าเข้าถึงผู้บริโภค 300,000 คนจาก 130 ชุมชนในปี 2566 ซึ่งเป็นปีที่เนสท์เล่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยครบรอบ 130 ปี ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมเช็กสุขภาพเบื้องต้น พร้อมให้เคล็ดลับการกินอยู่อย่างสมดุล

นอกจากนี้ ในฝั่งของ Mega Trend เรื่องของสิ่งแวดล้อม เนสท์เล่ในฐานะองค์กรระดับโลกจึงประกาศพันธสัญญาที่จะก้าวไปสู่ Net Zero ภายในปี 2050 และเพื่อบรรลุตามเป้าหมาย เนสท์เล่ได้ดำเนินการกำหนดเป้าหมายระยะสั้นภายในปี 2025 วางโรดแมปที่ต้องทำให้สำเร็จ 4 ด้าน ได้แก่
- บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก (Sustainable Packaging) โดยในประเทศไทย บรรจุภัณฑ์ของเนสท์เล่ 95% ได้รับการออกแบบให้สามารถนำไปรีไซเคิลได้สำเร็จ พร้อมกับเดินหน้าในการลดการใช้พลาสติกผลิตใหม่ลง 1 ใน 3 เช่น ขวดรักษ์โลก มิเนเร่ rPET ที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล เป็นรายแรกของตลาดน้ำดื่มในประเทศไทย
- ดูแลและจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน (Water Stewardship) ซึ่งปัจจุบัน โรงงานผลิตน้ำดื่มเนสท์เล่ที่อยุธยา สามารถชดเชยน้ำที่ใช้ในการผลิตน้ำดื่มกลับคืนสู่ชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้ 100%
- จัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน (Sustainable Sourcing) เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่ก็มาจากภาคการเกษตร เนสท์เล่จึงมีการจัดหาเมล็ดกาแฟและน้ำนมดิบอย่างยั่งยืน 100%
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Reduction) ภายในปี 2025 เนสท์เล่มีเป้าหมายในการลดการปล่อยคาร์บอนลง 20% ผ่านโครงการต่างๆ อาทิ การใช้พลังงานหมุนเวียน การใช้รถบรรทุกสินค้าไฟฟ้า รถสามล้อไฟฟ้าขายไอศกรีม การใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ
สิ่งสำคัญสำหรับเนสท์เล่คือวัฒนธรรมองค์กรที่ย้ำในเรื่องความเคารพ ทั้งต่อตนเอง เคารพกันและกัน เคารพความแตกต่าง และเคารพอนาคตของโลกใบนี้ รวมทั้งลูกหลานในรุ่นถัดไป ดังนั้นบนพื้นฐานค่านิยมดังกล่าวเนสท์เล่เชื่อมั่นใน 3 สิ่งที่จะทำให้องค์กรเข้มแข็งต่อไปได้ ประกอบด้วย
- Efficiency & Speed : องค์กรพยายามผลักดันให้พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทำงานดีขึ้น เร็วขึ้น และใช้งบน้อยลง
- Empowerment : ให้อำนาจการทำงานกับพนักงานในการตัดสินใจเหมือนเป็นเจ้าของธุรกิจ และกล้ายอมรับความเสี่ยง ในขณะเดียวกันต้องรับผิดชอบกับการตัดสินใจนั้น และสุดท้าย
- Engagement : การสร้างการมีส่วนร่วม โดยการสนับสนุนให้พนักงานสามารถพูดและแสดงความคิดเห็นเพื่อพัฒนาองค์กรร่วมกันอยู่เสมอ
สังเกตได้ว่าการดำเนินงานดังกล่าวได้สร้างคุณค่าให้กับสังคมไทย ตามหลัก ESG อย่างครบถ้วน และสอดคล้องกับกลยุทธ์และเจตนารมณ์อันเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานที่เนสท์เล่ทั่วโลกยึดมั่นมาโดยตลอดอย่าง Unlocking the power of food to enhance quality of life for everyone, today and for generations to come เปิดพลังแห่งอาหารเพื่อเพิ่มพูนคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อทุกคนในวันนี้และในอนาคต ควบคู่ไปกับการยึดหลักธรรมาภิบาลในการทำงานอย่างโปร่งใส มีจริยธรรม และถูกต้องกับทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง