บริษัท สิงห์ เอสเตท จํากัด (มหาชน) และบริษัทในเครือทั้งหมดมีแนวทางในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 2557 ผ่านการสืบทอด DNA และดำเนินรอยตามอย่างครบถ้วนทุกด้านทั้งสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมมาจาก บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลให้องค์กร “สิงห์ เอสเตท” ไม่ได้โดดเด่นแค่ในเรื่องของการเติบโตด้านธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในการนำพาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดให้เติบโตไปพร้อมกัน จนทำให้ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคและ ได้รับการโหวตให้ได้คะแนนสูงสุดอีกปีหนึ่งในปัจจัย “ความรับผิดชอบต่อสังคม (Sustainable Development)” จากผลการวิจัย 2023-2024 Thailand’s Most Admired Company ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
“เรามุ่งสร้างความหลากหลายของธุรกิจและพัฒนาโครงการพร้อมการบริการ ทั้งธุรกิจ Residential, Hospitality, Commercial และ Industrial Estate เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ รวมทั้งส่งเสริมคุณภาพชีวิต โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการมุ่งมั่นสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนและส่งมอบคุณค่าแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม รับผิดชอบต่อสังคมบนหลักธรรมาภิบาล ภายใต้แนวคิด Sustainable Diversity หรือการสร้างความหลากหลายที่สมดุลเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งไม่ใช่แค่กำหนดนโยบายหรือตั้ง เป้าหมายด้านความยั่งยืน แต่เป็นการลงมือปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ และวัดผลได้จริง” คุณฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนที่สิงห์ เอสเตทให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด

จากวิสัยทัศน์ของ “สิงห์ เอสเตท” ในเรื่องของ Entrusted and Value Enricher ทำให้ที่ผ่านมาองค์กรมุ่งสร้างคุณค่าและการเติบโตอย่างยั่งยืนและดีที่สุดในทุกแง่มุมรวมถึงการดำเนินการเกี่ยวกับ ESG ในทุกส่วนงานของทุกหน่วยธุรกิจ ทั้งอาคารสำนักงานที่ผสมผสานความทันสมัยและใส่ใจสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากลระดับโลก, การออกแบบที่อยู่อาศัยเพื่อชีวิตที่สมดุลให้กับทุก Generation และลดการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องตลอดทั้ง Supply Chain, การพักผ่อนที่สร้างความประทับใจพร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ตลอดจนนิคมอุตสาหกรรมที่มีระบบสาธารณูปโภครองรับควบคู่กับการรักษาระบบนิเวศ ทำให้ทุกโครงการของ “สิงห์ เอสเตท” ผ่านการคิดอย่างละเอียดเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับผู้คนที่อยู่ใน Ecosystem อาทิ การสร้างพื้นที่สีเขียวในโครงการที่พัฒนา เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างธรรมชาติและสังคมที่เข้ามาอยู่ในทุกภาคส่วนธุรกิจ การพัฒนาโครงการในธุรกิจอาคารสำนักงานทุกโครงการของสิงห์ เอสเตท มีการปรับภูมิทัศน์พื้นที่บริเวณสาธารณประโยชน์สร้างพื้นที่สีเขียวเพื่อการพักผ่อนสำหรับชุมชนรอบข้าง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัย เช่น การสร้างคลองสะอาดหน้าสะพานโครงการ ศิรนินทร์ เรสซิเดนเซส พัฒนาการ มีการออกแบบให้มีพื้นที่สีเขียวในโครงการฯ ทั้งหมด 3,772 ตร.ม. หรือเท่ากับมีพื้นที่สีเขียว 25 ตร.ม. ต่อประชากร 1 คน นอกจากนี้ 100% ของการพัฒนาทุกโครงการมีการรักษาต้นไม้ยืนต้นและออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ โดยไม่มีการตัดทิ้ง รวมถึงธุรกิจโรงแรมและการบริการที่ให้ความสำคัญเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม เช่น การสนับสนุนชุมชนในการปลูกป่าโกงกางบริเวณ SAii Phi Phi Island Village เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวดูดซับคาร์บอนไดออกไซต์

“เราดำเนินธุรกิจยุคใหม่อย่างยั่งยืนตอบโจทย์ความต้องการไม่เพียงแต่ลูกค้าเท่านั้น ยังรวมไปถึง Stakeholders อย่างรอบด้าน เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับผลประโยชน์อย่างสูงสุด เป้าหมายของเราคือนอกจากเป็น Developer หรือนักลงทุนในธุรกิจที่ยั่งยืนแล้ว เรายังมุ่งมั่นในการสร้าง Engagement ให้คนในชุมชนเข้ามาอยู่และพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน และสร้างการเติบโตให้ธุรกิจอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ชุมชนในท้องถิ่นไปจนถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ให้มาอยู่ด้วยกันให้แข็งแรงขึ้น เพราะเราไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว เราเห็นความจำเป็นของการสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่งเพื่อธุรกิจที่ยั่งยืน พยายามหาความสมดุล ไม่ใช่เฉพาะกับลูกค้าของเราแต่รวมถึงผู้เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเราทั้งหมด”
ซึ่งนั่นส่งผลให้ที่ผ่านมา “สิงห์ เอสเตท” ได้รับรางวัลด้านความยั่งยืนหลากหลายรางวัล เช่น รางวัล Most Admired Company (Corporate CSR) ของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากนิตยสาร BrandAge เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โครงการ อาคารซันทาวเวอร์ส ได้รับรางวัลอาคารที่มีการบริหารเพื่อความยั่งยืน (TFMA Awards 2022) ระดับ FM Gold, โรงแรมในกลุ่มบริษัทฯ ที่อยู่ภายใต้แบรนด์ SAii, รวมถึงโรงแรมสันติบุรี เกาะสมุย และ CROSSROADS Maldives ได้รับรางวัล Green Globe Award ซึ่งเป็นรางวัลด้านความยั่งยืนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระดับสากล โดยเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับจากสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนระดับโลก (Global Sustainable Tourism Council) และองค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UN World Tourism Organisation - UNWTO) ซึ่งในปัจจุบันมีสมาชิกโครงการอยู่ทั่วโลกกว่า 100 ประเทศ

อย่างไรก็ตาม คุณฐิติมา อธิบายเพิ่มเติมว่า “สิงห์ เอสเตท” มีการวางกลยุทธ์เพื่อสร้าง Engagement ให้คนเข้ามาอยู่ร่วมกันและร่วมสร้างการเติบโตให้ธุรกิจยั่งยืน
สิงห์ เอสเตท เลือกทำธุรกิจที่เป็น Fundamental Business วางแผนระยะยาวเพื่อให้ผลตอบแทนแบบ Long Term โดยมีการปรับสัดส่วนธุรกิจอย่างเหมาะสมและหลากหลาย ทำให้เกิดความมั่นคงทางรายได้และ Asset Growth อย่างต่อเนื่องตลอดจนผนึกกำลังพันธมิตรทางธุรกิจและส่งเสริมชุมชนท้องถิ่นให้เติบโตไปด้วยกัน ด้วยการสร้างอาชีพให้กับคนในท้องถิ่น จนเกิด Local Wealth ที่ยั่งยืน ยกตัวอย่าง เช่น โครงการ CROSSROADS Maldives เราได้เข้าไปพัฒนาพื้นที่ให้กลายเป็นแหล่งไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่และเป็นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ผ่านการเข้าไปทำธุรกิจโรงแรมและรีเทล เกิดการจ้างงานคนในท้องถิ่น รวมถึงใช้ผลงานศิลปะจากศิลปินท้องถิ่นในการตกแต่งพื้นที่ต่างๆ ทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังนำความเป็นไทยและวัฒนธรรมอันงดงามของไทยสู่สายตาชาวโลกผสานเข้าไปในการให้บริการ เพื่อเป็นการยกระดับ Soft Power ของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก รวมถึงผสานวัฒนธรรมไทยเข้าไปในการให้บริการ ตั้งแต่อาหารไทย จนถึง Thai Spa จนกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวจะเข้ามา ตลอดจนปฏิบัติตาม Green Roadmap ด้วยความที่โรงแรมฯ ตั้งอยู่บนเกาะกลางทะเลและเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลหลากสายพันธุ์ ดังนั้นตลอดช่วงการพัฒนาโครงการและการก่อสร้างจึงมีการ Audit Underwater Environment เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม โดยก่อนกระบวนการก่อสร้างจะต้องมีการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพ ส่วนหลังจากการก่อสร้างแล้วเสร็จยังคงมีการติดตามดูแลตรวจสอบ และมีการรายงานการดำเนินการเหล่านี้ในคณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อให้มีการตรวจสอบการดำเนินงานเพื่อให้แน่ใจอย่างที่สุด

นอกจากนี้ ความใส่ใจในรายละเอียดก็เป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญ โดยธุรกิจทางฝั่ง Residential เรามีปรัชญาในการทำธุรกิจที่เรียกว่า “Best In Class” สร้างสรรค์โครงการที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดในแต่ละกลุ่ม Segment เพื่อมอบประสบการณ์ที่มีคุณค่าและน่าจดจำให้แก่ลูกค้า เพื่อมอบผลิตภัณฑ์ที่สามารถส่งต่อรุ่นสู่รุ่น เช่น โครงการศิรนินทร์ เรสซิเดนเซส (SIRANINN Residences) ภายใต้ Concept “TRUE LEGACY LIVES NOW” บ้านที่ออกแบบ…เพื่อการใช้ชีวิตของครอบครัวใหญ่ที่สมบูรณ์แบบ มีการออกแบบที่สร้างความสมดุลตอบโจทย์ทุกคนในครอบครัว ตั้งแต่การเลือกทำเล ตำแหน่งการสร้างบ้าน การวัดพื้นที่การใช้ประโยชน์โดยคำนึงถึงและให้ความสำคัญกับสมาชิกในครอบครัวทุกช่วงอายุ
“เราใช้เวลาในการพัฒนาแบบบ้านและใส่ใจในรายละเอียด ทั้งเรื่องของแสงแดด ทิศทางลม เพื่อให้คนที่เข้าไปอยู่มีความสุขที่สุด นั่นทำให้เราเริ่มคิดตั้งแต่การเลือกที่ดินซึ่งต้องอยู่ในทิศทางลมผ่าน เป็นบ้านที่สวย อยู่สบาย ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้พลังงานจากธรรมชาติได้ การสร้างพื้นที่สีเขียวไม่ใช่เฉพาะบ้าน แต่เราทำในส่วนนี้กับทุกพื้นที่ที่เราเข้าไปพัฒนา”

ส่วนในแง่การส่งมอบประสบการณ์ตามแนวการทำธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับลูกค้า “สิงห์ เอสเตท มีโครงการเส้นทางศึกษาธรรมชาติ Nature Trail ภายในโรงแรม SANTIBURI Koh Samui และมีการเซ็น MOU ร่วมกับสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย เพื่อประกาศความชัดเจนอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวที่มายังโรงแรมได้สัมผัสรวมถึงเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างจิตสำนึกที่ดีจนสามารถบอกต่อไปกับคนอื่นๆ เพื่อให้แวะมาเยี่ยมเยียนโรงแรมในเครือของเอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ทในเครือ “สิงห์ เอสเตท” ได้ รวมถึงการส่งเสริมความรู้การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ บริเวณป่าชายเลน แนวหญ้าทะเล และแนวปะการัง อีกทั้งยังมีศูนย์การเรียนรู้ทางทะเลที่เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับให้ความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตทางทะเล MARINE DISCOVERY CENTER (MDC) ที่ SAii Phi Phi Island Village และที่ CROSSROADS Maldives
“สำหรับสิงห์ เอสเตท ความยั่งยืนในมุมของเราคือความยั่งยืนที่เกิดขึ้นในทุกมิติ ทำธุรกิจให้ยั่งยืนกับทุก Stakeholder ไม่ว่าจะเป็นต่อผู้ถือหุ้น พนักงาน ลูกค้าบ้าน ลูกค้าที่มาเช่าพื้นที่สำนักงานหรือนิคมอุตสาหกรรมของเรา หรือลูกค้าที่มาพักโรงแรมเรา ชุมชน สิ่งแวดล้อม ขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่ในบทบาทไหน นี่คือหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจของสิงห์ เอสเตท ซึ่งได้รับการถ่ายทอด DNA มาจากบริษัทแม่อย่างบุญรอด”
ถือเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นสร้างธุรกิจให้เติบโตไปพร้อมกับสังคมและสิ่งแวดล้อมจนได้รับการโหวตจากผู้บริโภคให้ได้คะแนนสูงสุดในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับ Sustainable Development มาอย่างต่อเนื่อง