ท่ามกลางความท้าทายหลากหลายรูปแบบที่เกิดขึ้นบนโลก ไม่ว่าจะเป็นสงคราม โรคระบาด หรือปัญหาโลกร้อน ล้วนส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจโดยรวม ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น รวมไปถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ถดถอย ปีที่ผ่านมา เอสซีจี ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้า บริการ และโซลูชันที่มีมูลค่าเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้อยู่อาศัยตามแนวคิด “Better Living” เพื่อสร้างความแตกต่าง รวมถึงการลดต้นทุนผ่านการใช้พลังงานทดแทนเพื่อยกระดับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนทำได้รับการโหวตจากผู้บริโภคให้ได้คะแนนสูงสุดจากการวิจัย 2023-2024 Thailand’s Most Admired Company ในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง
“ปีนี้เอสซีจีมีการปรับเปลี่ยนแปลงโครงสร้างค่อนข้างมาก เพื่อความยืดหยุ่นในการทำงานและตอบสนองต่อตลาดในปัจจุบัน โดยมีการแยกธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างออกเป็น 3 ธุรกิจ คือ Cement and Green Solution ธุรกิจวัสดุและโซลูชันก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, Smart Living ธุรกิจนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างและโซลูชันเพื่อการอยู่อาศัย และ Distribution and Retail ธุรกิจจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างและร้านค้าปลีก รวมถึง SCG Decor หรือ SCGD ผู้นำธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ครบวงจร และ SCGJWD Logistics ผู้ให้บริการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ซึ่งผลจากการแยกธุรกิจอย่างชัดเจนทำให้ SCGJWD และ SCGD กลายเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพสูงถูกผลักดันให้เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว” คุณวิโรจน์ รัตนชัยสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเอสซีจี ดิสทริบิวชัน แอนด์ รีเทล กล่าวถึงการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อความยืดหยุ่นในการทำงานรับความท้าทายใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ดี คุณวิโรจน์อธิบายเพิ่มเติมว่า แม้จะมีการแยกธุรกิจชัดเจน แต่สิ่งที่เอสซีจียังให้ความสำคัญคือเรื่องของ Customer Centric หรือยึดความต้องการของผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางในการหานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ดีต่อการอยู่อาศัย เพื่อเข้ามาเติมเต็มการอยู่อาศัยที่ปลอดภัย ถูกสุขอนามัยตามแนวทาง Better Living โดยใช้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในฐานะแบรนด์ที่อยู่มานานกว่า 111 ปี
หากเจาะลึกลงไปที่กลุ่มธุรกิจ Smart Living ถือว่าครอบคลุมกลุ่มวัสดุก่อสร้างและโซลูชันที่เข้ามาตอบโจทย์การอยู่อาศัยของ ผู้บริโภค โดยยังคงเน้นเรื่องของการบริหารต้นทุนและการใช้พลังงานสะอาด เพื่อตอบรับกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการผลิตภัณฑ์และบริการที่ดี ในขณะเดียวกันก็ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งในแง่ของ Business Solution มีการวางทิศทางการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน คือ

Smart Product สินค้าวัสดุก่อสร้างที่มุ่งสู่การสร้างสังคม Net Zero และยังตอบโจทย์ผู้บริโภคเรื่องนวัตกรรม ความสวยงาม แข็งแรงทนทาน ด้วยการนำเทคโนโลยีและวัตถุดิบทางเลือก (Alternative Raw Materials) มาใช้ เพื่อลดการใช้ทรัพยากร ธรรมชาติและลดการใช้พลังงานในการผลิตให้มากขึ้น ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนสินค้า Green มากขึ้น โดยปัจจุบันสินค้า Green Choice ของเอสซีจีมีสัดส่วนอยู่ที่ 70%
Smart System สินค้าระบบพร้อมติดตั้ง นำความรู้และความเชี่ยวชาญวัสดุก่อสร้าง การติดตั้ง และอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบกับสินค้า มาพัฒนาเป็นสินค้าที่เป็นระบบพร้อมติดตั้ง ช่วยแก้ปัญหางานติดตั้งให้เจ้าของบ้านหรือเจ้าของโครงการ และช่วยให้ผู้รับเหมาทำงานได้ง่ายและเร็วขึ้น นอกจากนี้ การจัดสินค้าเป็นระบบพร้อมติดตั้ง ยังลดเศษวัสดุเหลือทิ้ง และเพิ่มประสิทธิภาพการอยู่อาศัยได้มากขึ้น อาทิ ระบบผนังกันร้อน ระบบผนังกันเสียง รวมถึงงานระบบอื่นๆ ที่พร้อมต่อยอดสู่บริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า และยกระดับมาตรฐานการทำงานของผู้รับเหมาและ Ecosystem

Smart Solution มุ่งพัฒนาระบบที่จะเข้ามาตอบโจทย์ Better Living ในการอยู่อาศัยของลูกค้าซึ่งไฮไลท์ในปีที่ผ่านมาคือการนำระบบ SCG Air Scrubber เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบปรับอากาศและระบายอากาศ (HVAC System) โดยการบำบัดมลพิษอากาศภายในอาคาร ช่วยป้องกันไม่ให้ระบบปรับอากาศและระบายอากาศ (HVAC System) ชำรุดเสียหาย และลดภาระการทำความเย็นที่ต้องดูดอากาศจากภายนอกเข้ามาเกินความจำเป็น ช่วยตอบโจทย์ปัญหามลพิษทางอากาศ หรือปัญหาฝุ่น PM 2.5 ให้ผู้อยู่อาศัยมีความปลอดภัย ในขณะเดียวกันช่วยประหยัดพลังงานจากระบบปรับอากาศถึง 30% รวมไปถึงการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ ซึ่งยังไม่มีในตลาด เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และการอยู่อาศัยของสังคมยุคใหม่ ซึ่งจะเน้นโซลูชั่นที่ช่วยในเรื่องของการประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ยังมีการพัฒนา Smart App เพื่อดูแลให้บริการหลังการขายแก่ลูกค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและทำให้ลูกค้าอุ่นใจว่าไม่ว่าเขาจะมีปัญหาอะไรที่เกี่ยวข้องกับการอยู่อาศัย เอสซีจีสามารถแก้ปัญหาให้ได้ในทุกเรื่อง
“ปีนี้เรายังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการที่สามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยแบบ Better Living ขณะเดียวกันก็มุ่งมั่นที่จะเพิ่มสินค้าที่เป็น Green Innovation และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภคเพราะเราอยู่ในธุรกิจวัสดุก่อสร้างการทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากบ้านเป็นสิ่งที่คนต้องอยู่อาศัยในระยะเวลานาน ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะแม้ว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับคุณภาพและราคาหลัก แต่คน รุ่นใหม่ก็เริ่มให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น”
ในฐานะผู้นำการรักษาแชมป์ถือเป็นเรื่องท้าทาย เพราะยิ่งอยู่ในฐานะเบอร์ 1 ความคาดหวังต่อองค์กรก็ย่อมต้องสูงตามไปด้วย คุณวิโรจน์จึงย้ำว่า การครองอันดับ 1 ในใจผู้บริโภค เรื่องสำคัญก็คือต้องเข้าใจและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว ในขณะเดียวกันทั้งผลิตภัณฑ์และบริการที่สร้างสรรค์ขึ้นมาต้องอยู่ในราคาที่จับต้องได้
“เอสซีจีได้เปรียบในแง่ของการเป็นองค์กรที่อยู่มานานกว่า 111 ปี เรามีทั้งประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านวัสดุก่อสร้าง รวมถึงยังเป็นองค์กรที่ลูกค้ามีความเชื่อมั่นสูง ซึ่งนั่นทำให้เรายิ่งต้องมุ่งพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองการอยู่อาศัยของคนทุกวัยตามแนวคิด Better Living”