“เอเซอร์” บริษัทไอทีมีรากศัพท์มาจากภาษาละตินที่แปลว่า “ต้นไม้” เข้ามาเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับอุตสาหกรรมไอทีในประเทศไทยมานานกว่า 30 ปี วางโครงสร้างพื้นฐานการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยรอบด้าน การทำธุรกิจในตลาดไอทีไม่ใช่แค่การจัดจำหน่ายเท่านั้น แต่ยังมีบริการหลังการขาย ระบบคลังสินค้า ที่เป็นจุดแข็ง เพราะคลังอะไหล่สินค้าของเอเซอร์มีมูลค่ารวมกว่า 130 ล้านบาท ใหญ่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลูกค้าสามารถนำเครื่องมาที่ศูนย์บริการเอเซอร์ด้วยตัวเองหรือใช้บริการ Onsite service ให้ช่างไปดูแลถึงบ้านก็ได้
ดังนั้น “โครงสร้างที่แข็งแกร่ง” จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญต่อการเติบโตเป็นแนวหน้าในวงการไอทีของเอเซอร์ เพื่อสร้างวงจรการดำเนินธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน กลายเป็นองค์กรที่ผู้บริโภคให้ความไว้วางใจ และได้รับรางวัล 2023-2024 Thailand's Most Admired Company หมวดผลิตภัณฑ์ไอทีเป็นเวลา 5 ปีซ้อน โดยมี “ความยั่งยืน” เป็นหัวใจแห่งความสำเร็จ
เพราะเทคโนโลยีเป็นสิ่งขับเคลื่อนโลก และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจนยากเกินควบคุม ทำให้หลายคนมองว่าประเด็นความยั่งยืนเป็นสิ่งไกลตัวจากอุตสาหกรรมไอที แต่เอเซอร์มีนโยบายการทำธุรกิจเพื่อความยั่งยืนที่ชัดเจนยิ่งกว่าใครๆ ด้วยการขยายไลน์ธุรกิจใหม่นอกเหนือจากคอมพิวเตอร์ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ระบบรักษาความปลอดภัยด้านไอที เพิ่มแพลตฟอร์มที่เป็นประโยชน์ด้านการแพทย์ การศึกษา และเพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์ที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ เพื่อรับมือกับจุดอิ่มตัวของอุตสาหกรรมไอทีที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ แต่เอเซอร์ก็ยังคงให้ความสำคัญกับอุปกรณ์ไอทีเป็นธุรกิจหลักเช่นเดิม
คุณนิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด เล่าว่า “ช่วงก่อนปี 2012 ประเทศไทยมียอดจำหน่ายคอมพิวเตอร์ กว่า 2.4 ล้านเครื่อง แต่หลังจากนั้นยอดจำหน่ายคอมพิวเตอร์ไม่เคยมากกว่า 2.4 ล้านเครื่องอีกเลย เนื่องจากผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ยังคงใช้เครื่องเดิมอยู่ โดยอาจมีการซื้อเครื่องใหม่ทุกๆ 3-5 ปีตามอายุการใช้งานทั่วไป”
มองอีกมุมก็นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่ผู้บริโภคใช้งานอุปกรณ์ไอทีอย่างคุ้มค่าและเป็นหนึ่งในวิธีลดขยะที่ทุกคนสามารถทำได้ แต่จะดีแค่ไหนหากเรานำพลาสติก “รีไซเคิล” มาเป็นส่วนประกอบของสินค้าบางรุ่น ถึงแม้ต้นทุนการผลิตจะสูงกว่าสินค้าจากวัสดุทั่วไป แต่ถ้ามีรากฐานที่แข็งแกร่งและวิธีรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างชาญฉลาด การสานต่อนโยบายเพื่อความยั่งยืนก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเอเซอร์อีกต่อไป
“ถ้าจะทำนโยบายด้านความยั่งยืนให้สำเร็จจริงๆ ต้องลงลึกตั้งแต่กระบวนการผลิต ถึงแม้จะบอกใครต่อใครว่าบริษัทของเราเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการปลูกต้นไม้หรือเก็บขยะ แต่ความยั่งยืนที่แท้จริงคือการเปลี่ยนแปลงวิธีดำเนินธุรกิจให้ดีต่อทุกฝ่ายอย่างเป็นรูปธรรมและบ่มเพาะคนในองค์กรให้มีจุดยืนเรื่องความยั่งยืนร่วมกัน” คุณนิธิพัทธ์ กล่าว
เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เอเซอร์เพิ่มความเป็นแบรนด์ไอทีสีเขียว เปิดตัว Aspire Vero โน้ตบุ๊คของเอเซอร์ที่ Upcycling จากพลาสติก PCR (Post-Consumer Recycled) ราว 30% เทียบเท่ากับการลดการใช้เม็ดพลาสติกได้ 20-60% และทัชแพดที่ผลิตจากขยะพลาสติกที่ตกค้างในทะเล ซึ่งตลอดกระบวนการผลิตปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าพลาสติกทั่วไป 25%
แน่นอนว่าราคาที่วางจำหน่ายจะสูงขึ้นมากกว่าปกติจากต้นทุนการผลิต แต่เอเซอร์ก็รับมือด้วยการเฉลี่ยราคาของโน้ตบุ๊คในสเปกเดียวกัน เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ ราคาไม่สูงเกินไป เพื่อไม่ให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกที่ว่า “ถ้าจะแพงขนาดนี้ ก็กลับไปใช้แบบเดิมดีกว่า” และเกิดทัศนคติที่ดีต่อการเลือกใช้อุปกรณ์ไอทีจากพลาสติกรีไซเคิลเพื่อสร้างสมดุลการ Give & Take ระหว่างคนและโลก
คุณนิธิพัทธ์ ย้ำว่า “หน้าที่ของเอเซอร์ คือพิสูจน์ให้เห็นว่าความทนทานของพลาสติก PCR ไม่ต่างจากพลาสติกทั่วไปที่นำมาผลิตโน้ตบุ๊ค เมื่อสามารถพิสูจน์ได้แล้วก็จะเกิดเป็นกระแสตอบรับที่ดีต่อเนื่อง ในบางมุมที่บางคนมองว่าเป็นข้อด้อย อย่างสีสันหรือดีไซน์ที่ไม่โดดเด่นเท่ารุ่นอื่น แต่สำหรับคนรุ่นใหม่กลับคิดว่ามันเท่ เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าตนให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราคิดว่าเป็นพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจ”
ด้วยความที่ Aspire Vero เป็นผลิตภัณฑ์ไอทีชิ้นแรกๆ ที่เกิดจากพลาสติก PCR จึงได้รับความนิยมจากกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ ที่มีความตระหนักรู้เรื่องความยั่งยืน ซึ่งเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายสำหรับเอเซอร์ เพราะเดิมทีผลิตภัณฑ์กลุ่ม Vero ตั้งใจเจาะกลุ่มคนมีกำลังซื้อสูงหรือลูกค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่ช่วง Work From Home, และเรียนออนไลน์ ความต้องการซื้อโน้ตบุ๊คค่อนข้างมาก ทำให้ยอดขายเป็นที่น่าพึงพอใจ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเอเซอร์ไม่สามารถนำพลาสติก PCR มา Upcycling เป็นโน้ตบุ๊คเครื่องใหม่ได้ 100% เนื่องจากมีส่วนประกอบสำคัญที่ไม่สามารถแทนที่ได้ อย่างเมนบอร์ด หรือข้อต่อบานพับที่ต้องแข็งแรงเป็นพิเศษ เพราะสิ่งที่เอเซอร์ทำไม่ได้มีเพียงการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับอุปกรณ์ไอที แต่ยังพัฒนาวัสดุที่เหมาะกับผลิตภัณฑ์กลุ่มต่างๆ อีกด้วย เอเซอร์มั่นใจว่าสักวันหนึ่งจะมีเทคโนโลยีการผลิตอุปกรณ์ไอทีที่สามารถนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งไม่ได้ยึดติดว่าต้องเป็นพลาสติก PCR จะเป็นวัสดุรีไซเคิลจากอะไรก็ได้ที่มีความคงทน และตรงตามมาตรฐานที่นำมาผลิต
โดยปกติแล้ว เอเซอร์มียอดขายโน้ตบุ๊คเฉลี่ย 7 แสนเครื่องต่อปี หากในจำนวนนี้สามารถเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์กลุ่ม Vero สัก 15 - 20% ก็ถือว่าสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างเลยทีเดียว นอกจากจะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่ม Vero แล้วยังเป็นการ ขับเคลื่อนตลาดสินค้าไอทีจากวัสดุรีไซเคิลให้เติบโต นั่นเท่ากับเป็นการค่อยๆ เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมไอทีให้หันมาสนใจสังคมและสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น โดยเอเซอร์มีความตั้งใจว่าจะขยายพอร์ตฯ กลุ่ม Vero ให้ได้ 15% ภายในปี 2025
ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Aspire Vero ไม่ได้มีแค่ส่วนประกอบของตัวสินค้าที่ทำมาจากวัสดุรักษ์โลกเท่านั้น แต่ยังพัฒนาไปถึงซอฟต์แวร์ VeroSense™ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพอายุการใช้งานแบตเตอรี่ ปรับสมดุลการใช้งาน ประหยัดพลังงานโดยอัตโนมัติด้วย 4 โหมด: Performance, Balanced, Eco และ Eco+
ในขณะที่เอเซอร์มุ่งขยายไลน์อัพกลุ่มผลิตภัณฑ์ Vero ก็ได้เพิ่มนโยบายให้พนักงานขายประจำหน้าร้านใส่เสื้อที่รีไซเคิลจากขวดพลาสติก (ซึ่งขวดน้ำ 1.5 ลิตร จำนวน 8 ขวด มีเส้นใยพลาสติกนำมาเป็นส่วนผสมเพื่อผลิตเสื้อได้ 1 ตัว) และมีบูธจำหน่ายสินค้าก็ทำจากกล่องนมรีไซเคิล แน่นอนว่าต้นทุนสูงกว่าบูธแบบเดิม แม้จะผลิตได้ในจำนวนที่น้อยลงก็ไม่เป็นไร เพราะเอเซอร์มองว่านี่เป็นโอกาสในการส่งต่อแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อมให้กับลูกค้าแบบเนียนๆ และยังส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมของแบรนด์ชัดเจนขึ้นด้วย
บ้านสีขาวและเส้นทางสีเขียวของเอเซอร์จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่เกิดการปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง และสามารถสานต่อนโยบายด้านความยั่งยืนของเอเซอร์ด้วยความเข้าใจ เรื่องง่ายๆ แต่เริ่มลงมือทำยากอย่างการแยกขยะ ใช้บันไดแทนลิฟต์ หรือใช้แก้วน้ำส่วนตัวกับเครื่องกรองน้ำแทนการซื้อน้ำดื่มเป็นขวดเพื่อลดขยะพลาสติกจากขวดน้ำ เอเซอร์เชื่อว่าหากทำอย่างต่อเนื่องแล้วก็จะเกิดเป็นความเคยชินในชีวิตประจำวัน เพราะก้าวเล็กๆ เหล่านี้ของพนักงานจะรวมกันกลายเป็นก้าวใหญ่ของเอเซอร์ สู่การเป็นแบรนด์ไอทีแบรนด์แรกๆ ที่มี “ความยั่งยืน” ตั้งแต่ต้นน้ำจนปลายน้ำ
ไม่เพียงกับคนในองค์กรเท่านั้น แต่เอเซอร์ได้ส่งต่อแนวคิดความยั่งยืนให้กับพันธมิตรคู่ค้า ผ่านกิจกรรมส่งเสริมให้ทุกคนมีส่วนร่วมและลงมือแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม อย่างโครงการถูกทิ้ง | ทิ้งถูก ตั้งจุดทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ณ ศูนย์บริการเอเซอร์กว่า 10 สาขา และมีแผนเพิ่มจุดวางอีก 30% โดยร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ ซึ่งขยะส่วนนี้จะถูกรวบรวมเพื่อกำจัดอย่างถูกวิธี

นอกจากนำขยะอิเล็กทรอนิกส์มากำจัดอย่างถูกวิธีแล้ว เอเซอร์ยังต่อยอดนโยบายการคัดแยกขยะภายในองค์กรเป็นโครงการ ทอใหม่ (จาก) เส้นใยขวดเก่า ส่งต่อขวดน้ำพลาสติกให้กับศูนย์การเรียนรู้และจัดการขยะชุมชนวัดจากแดง เพื่อนำไปรีไซเคิลเป็นเส้นใยพลาสติก ผลิตเป็นผ้าไตรจีวรสำหรับพระสงฆ์และนำมาตัดเย็บเป็นยูนิฟอร์มให้กับพนักงานเอเซอร์อีกด้วย และยังมีโครงการ เหลือขอ = ขอที่เหลือ เพื่อแบ่งปัน ร่วมกับมูลนิธิบ้านนกขมิ้นสร้างคุณค่าให้กับของเหลือใช้ ส่งต่อเป็นโอกาส สร้างรายได้สำหรับค่าอาหารและค่าเทอมให้กับเด็กๆ ในมูลนิธิเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กๆ ที่ด้อยโอกาส

อย่างไรก็ตาม แนวคิดด้านความยั่งยืนของเอเซอร์แตกต่างจากบริษัทอื่น การค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งที่ยั่งยืนที่สุดที่บริษัทอุปกรณ์ไอทีสามารถทำได้เพื่อเพิ่มโอกาสการแข่งขันในตลาดอุปกรณ์ไอทีจากวัสดุรีไซเคิลสู่การเติบโตเป็นเซ็กเม้นต์ขนาดใหญ่ที่ทั่วโลกให้ความสนใจและยังเป็นการผลักดันให้ผู้เล่นอื่นๆ ในตลาดเดียวกันร่วมแสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดจากอุตสาหกรรมไอทีอีกด้วย “ความยั่งยืนต้องตอบโจทย์ในด้านการดำเนินธุรกิจที่ควบคู่ไปกับการตอบแทนสังคม คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม” คุณนิธิพัทธ์ กล่าวสรุป