ประเทศไทยมีหน่วยงานภาครัฐที่ทำงานทางด้านนวัตกรรมอยู่เป็นจำนวนมาก แต่การขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องของ “สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ” ทำให้ปีนี้จึงเป็นอีกปีที่สามารถคว้าตำแหน่งองค์การมหาชน ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ผู้บริโภคชื่นชอบมากที่สุดจาก 2023-2024 Thailand’s Most Admired Company
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า NIA มีภารกิจในการส่งเสริมการสร้างระบบนวัตกรรมแห่งชาติและสร้างโอกาสในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรม รวมถึงยกระดับทักษะและความสามารถทางนวัตกรรมของกลุ่มเป้าหมายทั้งกลุ่มเด็กและเยาวชน กลุ่มผู้ประกอบการ บริษัทขนาดกลางและใหญ่ รวมถึงบุคลากรในหน่วยงานภาครัฐ
NIA เริ่มต้นจากการเป็นองค์กรที่ให้ทุนกับผู้ประกอบการในการนำนวัตกรรมมาพัฒนาโปรดักต์เซอร์วิสและ Business Model ซึ่งผู้ประกอบการที่รับทุนส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่ม SMEs ตามด้วย Social Enterprise แต่ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาเริ่มขยายกลุ่มเข้าไปช่วยเหลือสตาร์ทอัพ ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการสร้าง New Economics Warrior กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เกิด Ecosystem ด้านนวัตกรรมมากขึ้น ทำให้ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาเห็นชัดว่าสตาร์ทอัพ SMEs และ Social Enterprise ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมมากขึ้นอย่างชัดเจน
“NIA พยายามที่จะสร้างผู้ประกอบการใหม่ๆ จากในรั้วมหาวิทยาลัยที่จะทำให้เกิด DeepTech สตาร์ทอัพที่มาจากสถาบันการศึกษาและห้องแล็บมากขึ้น ซึ่งต้องอาศัยการทำงานกับพันธมิตรที่เป็นมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยเฉพาะอุทยานวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภาคอีสานที่มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ภาคใต้มีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่สงขลา และมหาวิทยาลัยทักษิณ จังหวัดพัทลุง ภาคตะวันออกที่มหาวิทยาลัยบูรพาหรือกรุงเทพฯ เอง เรามีตั้งแต่อุทยานวิทยาศาสตร์ที่รังสิต และก็มีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นพาร์ทเนอร์”
เมื่อรวมสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันแล้ว ทำให้ NIA มีพันธมิตรจำนวนมาก ทั้งยังมีความร่วมมือกับต่างจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมที่เป็นภาพรวมของทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ในเวลาเดียวกัน NIA สร้างพันธมิตรกับหน่วยงานต่างประเทศที่ทำเรื่องนวัตกรรมคล้ายๆ กับ NIA ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแลกเปลี่ยนความร่วมมือ
“ถ้าเรามองมิตินวัตกรรมแบบ 360 องศาที่อยู่รอบตัวเราแบบนี้ นวัตกรรมจะไม่ใช่เรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเดียว นวัตกรรมจะเป็นเรื่องของศิลปศาสตร์ สังคมศาสตร์ การออกแบบ การดีไซน์ หรือแม้กระทั่งไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ได้ด้วย เพราะฉะนั้น ถ้ามองมิตินี้ไม่ว่าคนจะจบสายวิทย์ สายศิลป์ จะเรียนสถาปัตย์ หรือสายสังคมศาสตร์หรืออาร์ต ทุกคนสามารถเป็นนวัตกรหรือสร้างนวัตกรรมได้ทั้งสิ้น”
จากนโยบายภาครัฐที่ต้องการใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างพื้นฐาน ที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ เพื่อนำไทยไปสู่การแข่งขันระดับมหภาคได้อีกครั้ง ในฐานะที่ NIA เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่มีบทบาททั้งในเชิงผู้กำหนดนโยบาย การอำนวยความสะดวกให้ระบบนิเวศนวัตกรรมเอื้อต่อศักยภาพการทำงาน การสร้างมูลค่าทางธุรกิจ รวมทั้งการรังสรรค์นวัตกรรมในกลุ่มผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ และภาครัฐ ได้เร่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ 1 ใน 30 ของประเทศผู้นำด้านนวัตกรรมโลกภายในปี พ.ศ. 2573
“เพื่อยกระดับทิศทางการขับเคลื่อนนวัตกรรมของประเทศไทยให้สอดรับกับบริบทโลก NIA ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ ภายใต้แนวคิด Create the Dot - Connect the Dot - Value Creation ผ่านกลไก Groom Grant Growth และแนวทาง “2 ลด 3 เพิ่ม” ได้แก่ ลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการมุ่งเน้นนวัตกรรมแบบเปิดผ่านการเปิดรับแนวคิดใหม่จากสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอี เพื่อเติมเต็มจุดอ่อนหรือปัญหาด้านสังคมและเศรษฐกิจให้มากขึ้น ลดอุปสรรคการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากนวัตกรรให้กับทุกภาคส่วน และแก้ไขกฎระเบียบที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการเติบโต เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชน เพิ่มจำนวนนวัตกร และผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม เพื่อให้เกิดการจ้างงาน การเพิ่มขึ้นของ GDP และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ “ชาติ นวัตกรรม” รวมถึงเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมให้มีโอกาสขยายตลาด และสร้างแบรนด์นวัตกรรมสัญชาติไทยที่พร้อมแข่งขันกับนวัตกรรมจากต่างประเทศ” ทั้งนี้ NIA วางกรอบการทำงานจนถึงพ.ศ. 2570 ด้วยการเปลี่ยนบทบาทจากสะพานเชื่อมสู่การเป็น
“ผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม (Focal Conductor)” ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งบทบาทใหม่ที่จะดำเนินงานภายใต้ 7 กลยุทธ์ ได้แก่
- สร้างและยกระดับความสามารถผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมในอุตสาหกรรมเป้าหมายร่วมกับ เครือข่ายตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อพัฒนาและขยายผลโครงการสำคัญใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ FoodTech & AgTech, TravelTech, MedTech, ClimateTech และ Soft Power
- ส่งเสริมนวัตกรรมแบบเปิดและทำให้ระบบนวัตกรรมไทยเปิดกว้าง โดยเน้นการให้ทุนที่เปิดกว้างและเชื่อมโยงกับแหล่งเงินทุนอื่นๆ การให้ทุนรายสาขาอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับภูมิภาค การเสริมสร้างสมรรถนะ การขอทุนและการจัดทำข้อเสนอโครงการร่วมกับเครือข่ายนวัตกรรม
- ส่งเสริมการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานร่วมกับมหาวิทยาลัยและอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค การพัฒนาย่านนวัตกรรม เมืองนวัตกรรม และระเบียงนวัตกรรมในภูมิภาค โดยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค และ ผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัดเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการด้านนวัตกรรม
- เป็นศูนย์กลางการสร้างระบบนิเวศที่ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม (IBEs) ทั้งทางด้านการเงินและมิติอื่น โดยเน้นการใช้นวัตกรรมเพื่อสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างเครือข่ายการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์
- ส่งเสริมตลาดนวัตกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศให้กับผลิตภัณฑ์ และบริการของผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมในลักษณะของ Business Brotherhood ให้บริษัทขนาดใหญ่มาสนับสนุนการขยายธุรกิจของ IBEs
- สร้างความตระหนักและการรับรู้ความสำคัญของนวัตกรรมในทุกภาคส่วน ผ่านโครงการต่างๆ เพื่อสร้างแนวร่วมในการขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมไทย
- พัฒนาองค์กรไปสู่องค์กรที่พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงและเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อมุ่งสู่พันธกิจของ องค์กร พร้อมทั้งน้อมนำแนวความคิดเศรษฐกิจพอเพียงและหลัก ESG มาใช้ในการดำเนินงาน
NIA ตั้งเป้าหมายสร้างความก้าวหน้าทางนวัตกรรมไทยทั้งในเชิงมูลค่าและเชิงภาพลักษณ์ ทั้งการผลักดันร่างพ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นให้สำเร็จ การสร้างพื้นที่สนับสนุนสตาร์ทอัพโดยมีโมเดล Station F ของสาธารณรัฐฝรั่งเศสเป็นต้นแบบ ซึ่งจะเป็นพื้นที่ที่มีการรวมตัวของสตาร์ทอัพและนักลงทุน ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก บริษัทที่ปรึกษาการทำธุรกิจ สำนักงานของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก โปรแกรมการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน
นอกจากนี้ ยังจะสร้างเครือข่ายการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ร่วมกับหน่วยงานภายในกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและผลักดันกฎหมาย ที่ส่งเสริมระบบนวัตกรรมไทยให้เข้มแข็ง เช่น นโยบายด้านการเงินและภาษีที่สนับสนุนธุรกิจนวัตกรรม IP Tax Redeem หรือนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย การขยายสิทธิประโยชน์ในย่านนวัตกรรมร่วมกับ BOI การเชื่อมโยงฐานข้อมูลนวัตกรรมและสร้างแพลตฟอร์มสำหรับ Innovation Thailand เป็นต้น
“ดิฉันบอกกับทุกคนในองค์กรว่า งานของเราน่าจะหนักมากขึ้น แต่ว่างานที่หนักจะไม่ได้เพื่อตัวเราเอง แต่จะทำให้ประเทศไทยเป็นชาตินวัตกรรม เราจะทำให้นวัตกรรมเป็นเรื่องที่อยู่ในหัวใจของคนไทย ที่ทุกคนไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก ภาคประชาชน ภาคสื่อ หรือภาคการเมือง ให้มองมิติของนวัตกรรมว่ามีความสำคัญ มองว่าจับต้องหรือเอามาทำมาหากินได้ นวัตกรรมสามารถลดความเหลื่อมล้ำ นวัตกรรมสามารถสร้างสังคมที่ดีได้ ถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้ได้ เราเชื่อว่าประเทศไทยจะเป็นชาตินวัตกรรม เศรษฐกิจและความเป็นอยู่ ของคนไทยจะต้องดีขึ้น”