สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ มีเป้าหมายชัดเจนในการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายชั้นนำสำหรับการจัดงานไมซ์ระดับโลก ทั้งงานประชุมนานาชาติ งานประชุมองค์กร การเดินทางเพื่อเป็นรางวัล งานแสดงสินค้านานาชาติ งานเมกะอีเวนต์และเทศกาลนานาชาติ เพื่อให้การจัดงานเหล่านี้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมให้เติบโต ผ่านความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างผลสำเร็จร่วมกันภายใต้แนวคิด พันธมิตรเพื่อความสำเร็จทางธุรกิจ หรือ Partnership for Business Success ซึ่งจากปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ทีเส็บได้รับรางวัล 2023-2024 Thailand’s Most Admired Company หรือองค์กรที่มีผู้ชื่นชอบมากที่สุดในกลุ่มองค์การมหาชนติดต่อกันถึง 5 ปีซ้อน
“ทีเส็บก่อตั้งมากว่า 21 ปีแล้ว เราทำงานกันมาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันอุตสาหกรรมไมซ์สามารถสร้างรายได้เฉลี่ยต่อปีไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท เราตระหนักถึงบทบาทของภาครัฐในเรื่องการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมไมซ์ให้เติบโตซึ่งแน่นอนว่าต้องเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งที่ผ่านมา ทีเส็บใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนด้วยต้นทุนเวลาที่สั้นลง” คุณจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ ทีเส็บ อธิบายถึงบทบาทของทีเส็บ

เครื่องมือและนวัตกรรมที่ทีเส็บนำมาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้อุตสาหกรรมไมซ์ เช่น แพลตฟอร์มออนไลน์ Thai MICE Connect ช่วยให้ผู้จัดงานได้พบปะนัดหมายซื้อขายกับผู้ประกอบการที่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการตอบสนองการจัดงาน เป็นตัวกลางรวบรวมข้อมูลผู้ประกอบการด้านไมซ์หลากหลายสาขา ทำให้ทั้งผู้จัดงานหรือผู้ซื้อสามารถเข้าไปสืบค้น รวมถึงติดต่อกันได้โดยตรง ปัจจุบันตัวเลขผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มสูงถึง 212,300 คน (ข้อมูล ณ 30 กันยายน 2566) รวมถึงการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลให้กับการจัดงาน เพราะถือเป็นหัวใจหลักของการบริหารจัดการต้นทุนของการจัดงานและการสร้างผลลัพธ์ที่น่าพอใจ
เรื่องเหล่านี้ถูกผลักดันและขับเคลื่อนมาตลอด 4-5 ปี ภายใต้โครงการ MICE Winnovation จนสามารถดึงผู้ประกอบการหน้าใหม่ให้เข้ามาในวงการอุตสาหกรรมไมซ์ สร้างความตื่นตัวให้ผู้จัดงานในการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมมาใช้บริหารจัดการในการจัดงานมากขึ้น โดยปัจจุบัน ทีเส็บมีรายชื่อผู้ประกอบการสายเทคโนโลยีในโครงการ 84 ราย มียอดผู้ใช้งานสืบค้นในระบบ MICE Innovation Catalog สูงถึง 13,699 ราย ในรอบปีงบประมาณ 2566

ด้านงานบริการเด่นของทีเส็บ คือ MICE Lane Service ซึ่งถือเป็นบริการที่อำนวยความสะดวกในการเข้าเมือง ณ สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองให้กับแขกวีไอพีที่เดินทางมาร่วมงานไมซ์ในประเทศไทย เพื่อลดทอนเวลาและขั้นตอนในกระบวนการต่างๆ และสร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกของการเดินทางถึงประเทศไทยเช่นกัน
“เราทำให้เกิดความตระหนักว่า เรามีหน้าที่สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้กับผู้จัดงานและผู้มาร่วมงาน เพราะความสำเร็จและความพึงพอใจของนักเดินทางธุรกิจเหล่านี้ นับเป็นผลงานของอุตสาหกรรมไมซ์ไทยและของทีเส็บไปในตัว เพราะความสำเร็จของพวกเขาคือความสำเร็จของเราด้วย”
ปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นส่งผลให้อุตสาหกรรมไมซ์ไทยกลายเป็นแบรนด์ที่มีความเข้มแข็งในฐานะจุดหมายของการจัดงานไมซ์ และได้รับความไว้วางใจจากนานาชาติ ทำให้ในปีที่ผ่านมาสามารถชนะประมูลสิทธิ์ดึงงานประชุมนานาชาติจำนวนถึง 23 งาน ทั้งงานระดับโลกและงานระดับภูมิภาคเอเชีย หรือเฉลี่ยเกือบเดือนละ 2 งาน

ประกอบกับทีเส็บทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างใกล้ชิดในการดึงงานเข้าสู่ประเทศไทย ทำให้ภาพของ Team Thailand ออกมาชัดเจน โดยเฉพาะการดึงงานร่วมกันภายใต้โครงการ One Ministry, One Convention (OMOC) ทำให้ประสบความสำเร็จในการดึงงาน อาทิ งาน FIFA Congress 2024 ร่วมมือกับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยการสนับสนุนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และงานประชุมระดับโลกด้านโรคเบาหวาน หรือ IDF World Diabetes Congress 2025 ที่เป็นความร่วมมือกับสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยและกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น
อีกทั้ง ล่าสุดประเทศไทยยังได้รับรางวัล Stella Awards ในสาขา Best MI Destination of Asia 2023 ถือเป็นการได้รับรางวัลนี้ติดต่อกัน 3 ปีซ้อน อันเป็นผลจากการลงคะแนนของบุคลากรมืออาชีพสายไมซ์จากนานาชาติ โดยสื่อไมซ์ M&C Asia ที่ตั้งในสิงคโปร์เป็นผู้ดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม คุณจิรุตถ์ อธิบายว่า แม้สถานการณ์โควิด-19 จะคลี่คลายลงมากแล้วแต่ธุรกิจก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายและความไม่แน่นอนซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงความมั่นคงทางด้านอาหารและพลังงาน ทีเส็บจึงให้ความสำคัญกับเรื่องของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยเรื่องความยั่งยืน คือ 1 ใน 5 กลยุทธ์หลักของทีเส็บสำหรับขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ไทยในระยะ 5 ปีจากนี้ไป เน้นให้ความสำคัญเรื่องการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ของการจัดงาน
“เรามีเครื่องมือที่เรียกว่า Carbon Emission Avoidance Calculator สำหรับใช้วัดผลกระทบที่ลดลงต่อสิ่งแวดล้อมออกมาเป็นตัวเลขได้จริง หรือการจัดงานแบบ Carbon Neutral ที่มีการทำ Carbon Offset เพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอนจากการจัดงาน ซึ่งดำเนินการร่วมกับอบก. และใช้จริงกับงานระดับโลกที่มาจัดในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12-15 พฤศจิกายน คืองาน ICCA Congress 2023 งานประชุมของบุคลากรมืออาชีพด้านการประชุมนานาชาติราว 1,000 คนจากทั่วโลก โดยงานนี้ถือเป็นต้นแบบครั้งแรกของการจัดงานแบบ Carbon Neutral Event ที่จะมีการชดเชยคาร์บอนจากกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในประเทศตั้งเป้าไม่ต่ำกว่า 1,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ทั้งนี้ ระยะ 5 ปีต่อจากนี้ คาดการณ์ว่าจะมีจำนวนงานไมซ์เกิดขึ้นในประเทศไทยกว่า 500 งาน จำนวนนักเดินทางไมซ์ทั้งในและต่างประเทศรวมกว่า 40 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณการถึง 250,000 ล้านบาท และตั้งเป้าเลี่ยงการปล่อยและทำคาร์บอนออฟเซตหรือชดเชยคาร์บอนจากกิจกรรมในงานปริมาณ 55,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า”

หลังจากนี้ คุณจิรุตถ์มองว่า ความท้าทายในการรักษา Top of Mind ของประเทศไทยในการเป็นจุดหมายด้านการจัดงานไมซ์ระดับโลก คือการเดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นแหล่งประชุมที่ให้มูลค่าและคุณค่าสูง (High Value-Added Destination) และสร้างกลยุทธ์ใหม่ โดยผสมผสานอัตลักษณ์ความเป็นไทย ผ่านการใช้นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และกระชับการทำงานร่วมกับภาคีทุกภาคส่วน
“เราจำเป็นต้องผลักดันให้อุตสาหกรรมไมซ์ไทยรวมพลังใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการจัดงาน ทำอย่างไรให้ลูกค้าต่างประเทศมาจัดงานในไทยแล้วเข้าถึงโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจหรือขยายโอกาสทางวิชาชีพ หรือได้รับประสบการณ์แปลกใหม่ ประทับใจจากการได้เข้าถึงวัฒนธรรมวิถีท้องถิ่นหรือ Soft Power ทำให้ผู้มาร่วมงานกับเรารู้สึกว่าการมาลงทุนจัดงานในไทย หรือมาร่วมงานในไทยได้รับมูลค่าเพิ่มคุ้มค่ากับการลงทุน”