ธนาคารออมสินที่เห็นในวันนี้ไม่เพียงแต่เดินมาไกลจากภาพลักษณ์ของธนาคารออมสินในสมัยก่อน ทว่ายังกลายเป็นธนาคารที่มีความสามารถในการรับมือกับกระแสดิสรัปชั่นได้เป็นอย่างดี ซึ่งมาจากการวางนโยบายขับเคลื่อนด้านดิจิทัลในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอย่างจริงจัง กระทั่งออกมาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าในยุคดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงมีการวางตัวเป็นธนาคารเพื่อสังคมมาโดยตลอด เหตุนี้เองที่ทำให้ธนาคารออมสินกลายเป็นองค์กรที่ผู้บริโภคชาวไทยให้การยอมรับสูงสุด จากผลการสำรวจ 2023-2024 Thailand’s Most Admired Company ในกลุ่มธนาคารรัฐ และโดดเด่นใน 4 ปัจจัย คือความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovation), ภาพลักษณ์ (Corporate Image), ความรับผิดชอบต่อสังคม (Sustainable Development) และการบริการ (Excellence Service) ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพความเชื่อมั่นและการยอมรับอย่างสูงสุดจากผู้บริโภคที่มีต่อธนาคารออมสิน

คุณวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน กล่าวว่า “การสร้างแบรนด์มีความสำคัญต่อองค์กรอย่างธนาคารออมสินที่มีอายุกว่า 100 ปี แต่องค์ประกอบที่จะทำให้เป็นธนาคารออมสินยุคใหม่ได้ จำเป็นจะต้องเริ่มจากการปรับโครงสร้าง และให้มีบริการที่ ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้องค์ประกอบของการสร้างแบรนด์สมบูรณ์”
หากย้อนดูพัฒนาการ Digital Banking ของธนาคารออมสินจะพบว่าไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ ในทางกลับกันจะเห็นการพัฒนาที่ไปไกลกว่าตลาดหนึ่งก้าวเสมอ เริ่มจากบริการถอนเงินผ่านเครื่อง ATM โดยไม่ใช้บัตร ผ่าน Mobile Banking ด้วย Application MyMo จากนั้นต่อยอดความสำเร็จของ MyMo ไปอีกขั้น เพื่อพัฒนาบริการที่รวดเร็วและทันสมัย สร้างความสะดวก สบาย ตอบสนองความต้องการผู้ใช้บริการทางการเงินในทุกช่วงวัยของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านการออม การขอสินเชื่อการลงทุน การประกันชีวิต/ประกันภัย รวมถึงบริการอื่นๆ ต่อยอดจากผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ผ่าน New Feature ของ Mobile Application MyMo เช่น บริการซื้อประกันภัยรถยนต์/ที่พักอาศัย/ประกันชีวิต ผ่าน i-Insurance บริการบัญชีเพื่อการออมด้วย i-Saving บริการซื้อขายหลักทรัพย์กับ i-Investment และบริการการค้ำประกันสินเชื่อด้วย Digital Salak ด้วย i-Loan เป็นต้น ทำให้ปัจจุบัน Digital Banking ของธนาคารออมสินสามารถรองรับทุกผลิตภัณฑ์และบริการได้เทียบเคียงธนาคารพาณิชย์
ธนาคารออมสินไม่เพียงแค่เปลี่ยนเป็น Digital Banking แต่ยังวางตัวเป็นธนาคารเพื่อสังคม เริ่มตั้งแต่การปรับโครงสร้าง กลยุทธ์ วิธีคิด วิธีการดำเนินงานทั้งหมดขององค์กร ตั้งแต่ระดับผู้นำไปจนถึงระดับปฏิบัติการ ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน คือการมุ่งเน้นประโยชน์ของลูกค้า หรือลดความเหลื่อมล้ำ สร้างการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรม
จากข้อมูลเกี่ยวกับประชากรไทย พบว่า ประเทศไทยมี 22.6 ล้านครัวเรือน เกือบ 80% ของครัวเรือนไทยเป็นประชาชนฐานราก มีรายได้ไม่พอรายจ่าย นำไปสู่การเป็นหนี้ เมื่อ 4 ปีที่แล้วยอดครัวเรือนที่เป็นหนี้มีแค่ 44% ผ่านมาไม่กี่ปีเพิ่มเป็น 51% ในจำนวนนั้น 7-8% กู้หนี้นอกระบบ และเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นประมาณ 20% หมายความว่าโดยเฉลี่ยเคยกู้หนี้นอกระบบ ประมาณ 110,000 บาท ตอนนี้กลายเป็น 130,000 กว่าบาทต่อครัวเรือน แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือดอกเบี้ยที่สูงขึ้น จากดอกเบี้ย แค่ 3-4% กลายเป็น 10-20% หรือมากกว่านั้น ดอกเบี้ยที่เกินความเป็นจริงไม่ได้เกิดความเป็นธรรมนำไปสู่ความยากจน หมุนกลับไปทำให้เกิดวงจรความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างต่อเนื่อง นี่จึงเป็นที่มาของธนาคารออมสินกับการเดินหน้าปักธง 2 เรื่อง คือแก้ปัญหาความยากจน และบรรเทาปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ภายใต้แคมเปญ CSV in Action
คุณวิทัย กล่าวว่า ปัจจุบันเทรนด์การทำธุรกิจตามหลักเกณฑ์ ESG สมดุลสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เป็นสิ่งที่ทั่วโลกมุ่งหน้าไปสู่การลดการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero) แต่สิ่งที่เป็นโครงสร้างสำคัญของประเทศที่เป็นปัญหาหลักอีกด้าน คือความยากจน ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ยังคงต้องการพลังในการลดความยากจน ความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ปัญหานั้นบรรเทาได้ ควรหันมาร่วมมือกันขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างแท้จริง
“การเข้าไปแก้ไขปัญหามุ่งเน้นอยู่ในรูปแบบความรับผิดชอบทางสังคม (CSR) ซึ่งเกี่ยวข้องกับต้นทุน นำงบประมาณที่มีเข้าไปทำกิจกรรมสนับสนุนโครงการช่วยเหลือสังคม ยังไม่เกิดความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง ภาคธุรกิจจึงควรปรับเปลี่ยนความคิดไปสู่ CSV (Creating Shared Value) พัฒนาการดำเนินธุรกิจแบ่งปันคุณค่าสู่สังคม โดยนำประเด็นปัญหาทางสังคมเข้าไปมีส่วนในการออกแบบการทำธุรกิจให้มีผลดำเนินงานและกำไร โดยคำนึงถึงมิติทางสังคม ถือเป็นการพัฒนาโมเดลธุรกิจที่ช่วยโลก สังคม และธุรกิจให้มีโอกาสเติบโตควบคู่กัน”
ธนาคารออมสินได้วางจุดยืนสู่การเป็นธนาคารเพื่อสังคม เพื่อต้องการเข้าไปแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำให้คนเข้าถึงแหล่งทุนอย่างเป็นธรรม สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนายั่งยืน 2 ข้อจาก 17 ข้อ คือขจัดความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำ จึงปรับยุทธศาสตร์คือสร้าง 2 ธุรกิจแยกออกจากกัน ขาที่หนึ่งคือการทำธุรกิจธนาคาร เมื่อมีกำไร นำกำไรไปต่อยอดสู่ขาที่ 2 ในการช่วยเหลือสังคม ทำให้ธนาคารออมสินสร้างผลกำไรมูลค่า 3.3 หมื่นล้านบาท ถือว่าสูงสุดตั้งแต่ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19
ธนาคารออมสินได้เข้าไปสนับสนุนแหล่งเงินทุนให้กับกลุ่มเปราะบางทางสังคม กลุ่มรายย่อยและผู้ประกอบการ SME โดยสัดส่วน กลุ่มเศรษฐกิจฐานราก 17.8 ล้านครัวเรือน คิดเป็นสัดส่วน 80% ของครัวเรือนไทย โดยในระยะสั้น 51% มีปัญหาหนี้สินในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ต้องหาแหล่งเงินทุนนอกระบบถึง 20% ทำให้อัตราหนี้เพิ่มขึ้น 1.2 เท่า
ตัวอย่างธุรกิจของธนาคารออมสินที่เข้าไปช่วยแก้ปัญหาของคนฐานราก เช่น การเข้าไปแข่งขันในธุรกิจที่มีดอกเบี้ยไม่เป็นธรรม เช่น สินเชื่อจำนำทะเบียนมอเตอร์ไซค์ ซึ่งลดดอกเบี้ยได้ 10% หรือลดจาก 28% เหลือ 18% ภายใน 2 ปี ช่วยเหลือ คนได้ 5 ล้านคน และการเข้าไปสร้างอาชีพให้คนกว่า 4 แสนคนในช่วง 3 ปี เป็นต้น
โมเดลของธนาคารออมสินกับการสร้างการเงินเพื่อความยั่งยืนให้กับคนฐานราก 17 ล้านครัวเรือน มีสี่มิติ คือ 1. ดึงกลุ่มคนที่เป็นหนี้ให้กลับเข้าสู่การเงินในระบบ สร้างเครดิต ใช้ข้อมูลทางเลือกเพื่อสร้างเครดิต 2. แหล่งเงินทุนที่เป็นธรรม มีดอกเบี้ยสะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริง หรือให้ดอกเบี้ยที่เป็นธรรมไม่เอาเปรียบ 3. มีความรู้ทางการเงิน ใช้สินเชื่อเช่าอย่างเหมาะสม มีวินัยในการชำระหนี้ 4. มีงานมีอาชีพสามารถพึ่งพาตัวเองได้
“ธนาคารได้ปรับโครงสร้างโมเดลธุรกิจที่คำนึงถึงการช่วยเหลือทางสังคมในทุกกลยุทธ์และโครงการ แม้ดอกเบี้ยจะคงที่ แต่มีการปรับลดต้นทุน และการบริหารจัดการ ทำให้กำไรเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าการคำนึงถึง CSV ก็สามารถช่วยเหลือสังคมไปพร้อมกันกับการเติบโตทางธุรกิจได้”
ตั้งแต่ปี 2563-2566 สามารถช่วยเหลือสังคมได้ 63 โครงการ ช่วยเหลือประชาชน 17 ล้านคน สนับสนุนสินเชื่อ 8.5 ล้านคน ช่วยให้คนเข้าถึงดอกเบี้ยอย่างเป็นธรรมจากสินเชื่อจำนำทะเบียนรถมอเตอร์ไซต์ 2 ล้านคน ช่วยให้เข้าถึงแหล่งทุนในระบบ 3.2 ล้านคน ทำให้ไม่เสียประวัติทางการเงิน 4.6 ล้านคน ช่วยเติมสภาพคล่องประคับประครองกิจการ 3 แสนล้านบาท ช่วย SMEs ที่มีที่ดินเข้าถึงแหล่งทุน 2.5 หมื่นล้านบาท สนับสนุนธุรกิจที่สร้างความยั่งยืน BCG และ Green Loan 24,100 ล้านบาท มีบทบาทในการเข้าไปช่วยพัฒนาชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง 3,600 ชุมชน
ทางด้านบทบาทกับภาครัฐได้เป็นแหล่งเงินทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศมูลค่า 1.7 ล้านล้านบาท และนำกำไรส่งช่วยพัฒนาประเทศตั้งแต่ปี 2563 - เม.ย. 2566 มูลค่า 6.4 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างรอใบอนุญาตประกอบกิจการกลุ่มธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Bank) เพื่อเข้าไปดูแลรองรับกลุ่มหนี้นอกระบบให้มีโอกาสกลับสู่ระบบ
“Dual Missions นี้เป็นการปรับธุรกิจเพื่อแก้ปัญหาสังคม โดยได้ให้คนในองค์กรที่ดูแลทุกกระบวนการธุรกิจ ให้เอาปัจจัยทางสังคมใส่เข้าไปในทุกกระบวนการทำธุรกิจทั้งหมด นั่นหมายความว่าในการทำธุรกิจ ทุกอย่างต้องมีมิติทางสังคมอยู่ด้วย ซึ่งอยากจะเชิญชวนทุกคนมาช่วยเหลือเรื่องคนมากขึ้น นอกจากการทำเรื่อง Net Zero มุ่งเรื่องสิ่งแวดล้อมก็อยากให้ทำโครงการเกี่ยวกับคน สังคม มากขึ้น”
“ผลประกอบการสิ้นปี 2566 ธนาคารออมสินคาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 3.3 หมื่นล้านบาท หลังจากในช่วง 10 เดือนของปีนี้ ธนาคารออมสินมีกำไรสุทธิ 3.1 หมื่นล้านบาท เป็นผลจากการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ธนาคารออมสินมีเงินสำรองฯ รวมมาก กว่า 1 แสนล้านบาท สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธนาคารออมสิน โดยทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการทำในเรื่อง CSV”
จะเห็นได้ว่าข้อแตกต่างที่ธนาคารออมสินมี คือการไม่ทำเรื่องของ ESG เป็นครั้งๆ แล้วจบไป แต่เรียกได้ว่าทำอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ธนาคารออมสินทำ เป็นการทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ เพราะการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจหลักในการทำงานเสมอมา ซึ่งทั้งหมดนี้คือสะท้อนกลับมาที่จุดยืนที่ชัดเจนของคำว่า ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อสังคม