เชื่อไหมว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นทั่วโลกปล่อยมลพิษ 8-10% เป็นตัวเลขที่มากกว่าฝั่งการบินและการขนส่งรวมกันเสียด้วยซ้ำ ขณะเดียวกันทางสหประชาชาติหรือ UN ได้ออกมาคาดการณ์ถึงยอดขายเสื้อผ้าว่าอาจเพิ่มขึ้นถึง 65% ภายในปี 2030
โดยมีข้อมูลบ่งชี้ว่า 80 ล้านล้าน คือปริมาณการผลิตเสื้อผ้าทั่วโลกต่อปี ขณะที่จำนวนประชากรโลกในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 8,000 ล้านคน นั่นเท่ากับภายใน 1 ปีจะสามารถมีเสื้อใหม่ใส่ 10,000 ตัว หรือใน 1 วันจะมีเสื้อใหม่ราว 28 ตัว แน่นอนว่าเราไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าในปริมาณขนาดนั้น ฉะนั้นจะมีเสื้อผ้าค้างในระบบปริมาณมหาศาลซึ่งอาจกลายเป็นขยะต่อในอนาคต และจากข้อมูลคาดการณ์เพิ่มเติมว่า ในแต่ละปีมีเสื้อผ้ากว่า 2 ล้านตัน หรือคิดเป็นปริมาณเกือบ 7,000 ล้านตัว ที่ถูกทิ้งเป็นขยะจำนวนมากเต็มไปด้วยมลพิษต่อโลก
ถ้าลองนึกย้อนดีๆ จะสังเกตได้ว่าส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนตัวเลขดังกล่าวให้ทะยานขึ้นสูงขนาดนี้มาจากโมเดลธุรกิจ “Fast Fashion” การผลิตที่คำนึงถึงปริมาณเป็นหลัก มีคุณภาพต่ำ ขายในราคาถูก เพื่อให้เข้าถึงผู้คนจำนวนมาก มีลักษณะเด่นเห็นได้ชัดคือการออกคอลเลคชั่นใหม่ตลอดเวลา ทำให้ของที่เพิ่งซื้อกลายเป็นของเก่าในเวลาอันสั้น
ด้วยความที่วงจรอายุสั้น การผลิตในรูปแบบดังกล่าวจึงถูกถามถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมแฟชั่นต้องใช้ทั้งทรัพยากรน้ำ ดิน อากาศ ปิโตรเลียม ถ่านหิน และทรัพยากรอื่นๆ รวมไปถึงการถูกตั้งประเด็นคำถามในส่วนของการใช้แรงงานมนุษย์อย่างกดขี่และอยุติธรรม จนกระทั่งค่อยๆ ถูกกระแสต่อต้าน พร้อมทั้งรณรงค์ให้เลิกสนับสนุนคอนเซ็ปต์ Fast Fashion

แนวคิดที่ต่างสุดขั้วจึงถือกำเนิดขึ้นในชื่อ “Slow Fashion” มีใจความสำคัญ คือเน้นการบริโภคที่คำนึงถึงความยั่งยืนทั้งในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ที่มาต้องปราศจากการใช้แรงงานทาส ใช้วัสดุกระบวนการผลิตที่กระทบต่อโลกน้อยที่สุด รวมไปถึงการใช้งานสินค้าที่ผลิตขึ้นที่เน้นคุณภาพเป็นสำคัญเพื่อให้วงจรชีวิตของสินค้านั้นๆ ยาวนานขึ้น มี Cost per Use ต่ำลง
เทรนด์ดังกล่าวเข้ามาสอดรับพฤติกรรมผู้บริโภคส่วนใหญ่ในปัจจุบันได้อย่างลงตัว เนื่องจากภาพรวมของผู้บริโภคทุกวันนี้หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z คนยุคใหม่ที่ตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อม ดำเนินชีวิตประจำวันอย่างคำนึงถึงโลกเป็นสำคัญ มีทิศทางเดียวกับงานวิจัยของคันทาร์ (Kantar) ที่จับมือกับ GfK และ Europanel ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในทวีปยุโรป อเมริกา ละตินอเมริกา และเอเชีย รวม 19 ประเทศ 80,000 คน พบว่า มีผู้บริโภคใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังมากกว่าเดิมถึง 20% จึงไม่แปลกใจเลยที่แบรนด์เครื่องนุ่งห่มเริ่มปรับกระบวนการผลิตและพัฒนาสินค้าให้เอื้อต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะจริงๆ แล้วต้นน้ำของการใช้งานเสื้อผ้าอย่าง Slow Fashion ต้องอาศัยตั้งแต่กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
ยกตัวอย่างแบรนด์แฟชั่นต้นแบบที่มีแนวคิดโอบอุ้มธรรมชาติอย่าง Patagonia (พาทาโกเนีย) ประกาศตัวผลิตสินค้าและเสื้อผ้าแนวเอาท์ดอร์จากผ้าฝ้ายออร์แกนิค 100% และใช้วิธีรีไซเคิลจากพลาสติกเหลือทิ้ง สิ่งที่โดดเด่นคือเมื่อผู้ใช้ไม่สามารถซ่อมแซมเพื่อนำกลับไปใส่ใหม่ได้แล้ว แบรนด์จะรับเสื้อผ้ากลับมาตัดแยกชิ้นส่วนและรังสรรค์ใหม่ให้กลายเป็นสินค้าในคอลเลคชั่นถัดไป เพราะเป้าหมายของแบรนด์คือต้องการลดปริมาณการบริโภคและก่อกวนธรรมชาติให้น้อยที่สุด การดำเนินงานของพาทาโกเนียส่งเสียงตะโกนถึงแบรนด์แฟชั่นทั้งวงการว่า ไม่จำเป็นต้องผลิตเสื้อผ้าอย่างทำร้ายธรรมชาติเสมอไป อีกทั้งยังสามารถอยู่ร่วมกับโลกได้อย่างยั่งยืน เพียงต้องเพิ่มความพิถีพิถันในกระบวนการผลิต
ยิ่งไปกว่านั้น พาทาโกเนียยังประสบความสำเร็จจากทำแคมเปญการตลาดที่กระตุ้นให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการรักษ์ธรรมชาติอยู่บ่อยครั้ง แคมเปญที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากคือ Don’t Buy this Jacket หรืออย่าซื้อแจ๊คเก็ตตัวนี้ เมื่อวันจับจ่ายใช้สอยแห่งชาติในอเมริกา (Black Friday) ที่ปกติแบรนด์จะต้องกระตุ้นให้ผู้คนหันมาซื้อสินค้าตัวเอง แต่พาทาโกเนียกลับเลือกทำในทางตรงกันข้าม เนื่องจากมีเป้าหมายในการสร้างความตระหนักให้แก่ผู้บริโภคไตร่ตรองก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้า และเป็นเจ้าของสินค้าที่จำเป็นเท่านั้น ไม่ใช่แค่มีไว้ตามกระแส ผลตอบรับหลังจากปล่อยแคมเปญออกไป ณ ตอนนั้นกลายเป็นว่า มียอดขายเพิ่มสูงขึ้น 25-30% ทั้งๆที่ทำการตลาดแบบสวนกระแส ผลลัพธ์ครั้งนี้ของแบรนด์ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าผู้บริโภคตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมมากแค่ไหน
ทางฟากแบรนด์แฟชั่นไฮเอนด์ที่มีกระเป๋าซิกเนเจอร์จากไนลอนเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในชื่อของแบรนด์ Prada สร้าง Big Movement ด้วยการทลายกรอบเดิม เพิ่มการนำเสนอ Prada Re-Nylon ที่ผลิตจากวัสดุไนลอนรีไซเคิล 100% ปัจจุบันมีสินค้าครอบคลุมทั้งกระเป๋า รองเท้า และเสื้อผ้า โดยทุกชิ้นส่วนล้วนถูกประทับตราโลโก้ลูกศรหมุนวนเป็นสามเหลี่ยม แทนความหมายของการเกิดใหม่ เพื่อบ่งชี้ว่าเป็นสินค้าจากคอลเลคชั่นนี้ เรียกได้ว่าต่อให้มีฐานแฟนคลับแข็งแรงแค่ไหน แบรนด์ ก็ยังไม่วายกระโจนเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงออกซึ่งความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเช่นกัน
หรือแม้แต่แบรนด์เสื้อผ้าสัญชาติญี่ปุ่นอย่างยูนิโคล่ ที่ได้เล็งเห็นว่ากรรมวิธีในการผลิตยีนส์โดยทั่วไปสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและพนักงานมาก จึงนำ BlueCycle เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตซึ่งสามารถลดการใช้แรงงานและน้ำได้อย่างมากในกระบวนการแต่งผิวผ้า
เริ่มต้นที่ขั้นตอนการฟอกผ้าให้ดูคลาสสิก ปกติจะใช้หินพัมมิสจากธรรมชาติแต่หินพัมมิสเสื่อมลงตามกาลเวลา และยังต้องใช้น้ำล้างทำความสะอาดฝุ่นที่เกิดขึ้นในปริมาณมาก ยูนิโคล่จึงพัฒนาสูตรการฟอกขึ้นมาใหม่ โดยใช้เครื่องฟอกระบบโอโซนที่มีนาโนบับเบิ้ลขนาดเล็ก ใช้น้ำในปริมาณน้อยมาก สามารถลดปริมาณน้ำในกระบวนการแต่งกางเกงยีนส์ไปได้ 99% ทำให้การแต่งผิวกางเกงยีนส์สามารถใช้น้ำเพียง 1 ถ้วยชา แต่ยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานเดิมได้ หนำซ้ำยังนำเลเซอร์มาใช้ในกระบวนการแต่งผิวผ้าเพื่อสร้างการเฟดที่สมบูรณ์ แทนวิธีเดิมที่ใช้แรงงานมนุษย์มาคอยขัดยีนส์ด้วยมือ โดยการเข้ามาของเลเซอร์สามารถลดการใช้แรงงานลงได้อย่างมาก พร้อมทั้งยกระดับสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ดีขึ้นอีกด้วย
เมื่อมีเสื้อผ้าคุณภาพดีอยู่ในมือแล้ว เทรนด์ Slow Fashion ยังสนับสนุนให้ผู้คนพยายามรักษาและใช้งานสิ่งเหล่านั้นให้คุ้มค่าที่สุด ยูนิโคล่เองก็มีบริการที่สามารถรองรับความต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการรักษ์โลกนี้ได้ ผ่าน Re.UNIQLO Studio บริการซ่อมแซมเสื้อผ้า ที่จะต่ออายุการใช้งานเสื้อผ้าให้นานขึ้น โดยการซ่อมแซมหรือตกแต่งเสื้อผ้าตัวเก่าให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง
นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังสามารถรักษาคุณภาพของเสื้อผ้าให้อยู่กับเราได้นานกว่าเดิมผ่านการดูแลเสื้อผ้า โดยปฏิบัติตาม Core Label ที่แบรนด์แนะนำ

แต่จะดีกว่าไหม?
ถ้าเรามีตัวช่วยในการดูแลเสื้อผ้าให้เป็นเรื่องง่ายขึ้น ถนอมผ้ามากขึ้น ถนอม(มือ)เรามากขึ้น
ฉะนั้นจึงนำมาซึ่งโอกาสและการสร้างความแตกต่างทางธุรกิจให้กับผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เอื้อต่อพฤติกรรมข้างต้นของผู้บริโภค ใน ณ ที่นี้พระเอกที่จะมาช่วยผู้บริโภคถนอมเสื้อผ้าให้มีอายุการใช้งานได้นานมากขึ้น คือเครื่องซักผ้านั่นเอง
แอลจี ประเทศไทย แบรนด์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความมุ่งมั่นในการสนับสนุนความยั่งยืน ส่งมอบผ่านผลิตภัณฑ์ที่ผสานนวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและอนาคตของโลกที่ยั่งยืน ดึงเทคโนโลยี AI DD ที่สามารถชั่งน้ำหนักและวิเคราะห์เนื้อผ้า เพื่อปรับรูปแบบการหมุนของถังซักให้เหมาะกับผ้าแต่ละประเภท ทำให้ผ้าถูกทำความสะอาดอย่างล้ำลึก ควบคู่กับการถนอมที่มากขึ้น สิ่งสำคัญคือทำให้เสื้อผ้าถูกยืดอายุการใช้งานออกไปและอยู่กับเจ้าของได้นานยิ่งขึ้น
มาถึงตรงนี้พอจะเห็นแล้วว่า ทั้งวงจรชีวิตของเสื้อผ้าที่มีต้นทางผลิตอย่างรักษ์โลก ระหว่างทางดูแลอย่างถนอมเพื่อให้มีอายุการใช้งานนานที่สุด แต่ทุกอย่างมีอายุขัยเมื่อการใช้งานเสื้อผ้ามาถึงช่วงปลายทาง เจ้าของไม่ต้องการใช้งานอีกต่อไป การทิ้งเปล่าคงทำให้การดำเนินงานรักษ์โลกตั้งแต่ต้นทางเป็นศูนย์อย่างแน่แท้ แต่ด้วยพลังแห่งการตระหนักถึงความรักษ์โลก ผู้คนจึงไม่เลือกวิธีทิ้งไปเลย และหันมาสนับสนุนการบริโภคสินค้ามือสองผ่านการรับบทเป็นทั้งผู้ซื้อและขายกันเพิ่มขึ้นแทน
สังเกตได้จากรายงานของ ThredUP ที่คาดการณ์ว่าตลาดเสื้อผ้ามือสองทั่วโลกจะเติบโตขึ้น 127% ภายในปี 2026 มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 2.18 แสนล้านดอลลาร์หรือประมาณ 7.47 ล้านล้านบาท นับว่าเติบโตเร็วกว่าตลาดเสื้อผ้าโดยรวมเฉลี่ย 3 เท่า

ในประเทศไทยถ้าพูดถึงเสื้อผ้ามือสอง แน่นอนว่าหลาย ๆ คนยังคงกังวลในเรื่องของความสะอาด สุขอนามัย ที่มาของเสื้อผ้าเหล่านั้น ตลอดจนความตรงปกว่าจะใส่ได้หรือเปล่า Pain Point เหล่านี้ทำให้มีช่องโหว่ในวงการเสื้อผ้ามือสองไทยอยู่ไม่น้อย
แพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลส ออนไลน์ ซื้อขายเสื้อผ้ามือสองอย่าง Loopers มีสโลแกน “เราจะทำให้การส่งต่อเสื้อผ้าเป็นเรื่องง่าย ดีต่อใจ และดีต่อโลก” ก้าวเข้ามาอุดช่องว่างดังกล่าวได้พอดิบพอดี เนื่องจากตัวเลือกของแหล่งซื้อ-ขายเสื้อผ้ามือสองมีไม่มากนัก อีกทั้งยังไม่ค่อยตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่เท่าไร
Loopers จึงเข้ามาเป็นเสมือนตัวกลางในการจัดการโดยดำเนินการ 1) รับเสื้อผ้าจากคนที่ต้องการฝากขายพร้อมเก็บค่า GP ในการจัดการเสื้อผ้าแต่ละตัว 2) รวบรวมรายละเอียดตรวจสอบคุณภาพและถ่ายรูปสินค้า พร้อมโพสต์และระบุรายละเอียดบนหน้าเว็บไซต์ และ 3) บรรจุสินค้าเพื่อส่งต่อให้ถึงมือเจ้าของคนใหม่ให้ถูกนำไปใช้งานต่ออีกหลายๆ ครั้ง เกิดเป็นลูปไปเรื่อยๆ หวังให้เกิดการใช้งานหลังจากถูกผลิตขึ้นจากทรัพยากร แรงงาน และสิ่งแวดล้อมจำนวนมากให้เกิดความคุ้มค่าที่สุด ยาวนานที่สุด เพื่อให้เกิดการช่วยโลกได้มากที่สุด
อีกทั้งยังมี Hangles แพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าแฟชั่นมือสอง พื้นที่ที่ผู้ขายสามารถโพสต์ขายสินค้าได้เอง หรือถ้าไม่สะดวก Hangles ก็สามารถช่วยขายได้ มีบริการไปรับพัสดุสินค้าแฟชั่นถึงหน้าบ้าน มีทีมทำความสะอาด ถ่ายภาพสินค้า ตั้งราคา และนำไปขายทั้งในช่องทางออนไลน์และหน้าร้านให้อีกด้วย
ที่น่าสนใจของ Hangles คือหากมีสินค้าชิ้นไหนมีตำหนิหรือขายต่อไม่ได้จะถูกนำส่งไปยัง SC Grand บริษัทผลิตเสื้อผ้ารีไซเคิล เพื่อนำไปเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นเสื้อผ้าชิ้นใหม่ ซึ่งส่วนหนึ่งจะได้รับการจำหน่ายใหม่ภายใต้แบรนด์ CIRCULAR ทำให้ผู้ขายสามารถมั่นใจได้ 100% ว่าสินค้าของตนจะไม่ถูกนำไปทิ้งเป็นขยะ
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีแพลตฟอร์มวนวน (Won Won) ก่อตั้งโดยเพจ Reviv คอมมูนิตี้ออนไลน์ที่เดินหน้ารณรงค์และเรียกร้องเรื่องการใช้ซ้ำมาตลอดในประเทศไทย ซึ่งแพลตฟอร์มนี้เข้ามาร่วมสร้างการใช้ซ้ำใช้วนให้เป็นนิสัยและเป็นเรื่องปกติมีจุดเด่นคือจะช่วยหาช่างซ่อมใกล้บ้าน พร้อมข้อมูลประกอบที่เป็นประโยชน์ครบครัน ตั้งแต่รวบรวมร้านซ่อม เบอร์โทรติดต่อ และรีวิวต่างๆ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นร้านในชุมชน ทำให้เกิดการสร้างรายได้ในพื้นที่รายย่อยไปในตัวด้วย

เห็นอย่างนี้แล้ว แบรนด์ในอุตสาหกรรมแฟชั่นต้องเริ่มคิดและหันมาคำนึงถึงการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อโลกอย่างจริงจังมากเข้าไปใหญ่ ไม่ใช่แค่ก้าวเข้ามาแตะเรื่องนี้เพียงผิวเผิน เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสนใจกับผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการผลิตเติบโตมากขึ้นทุกวัน
สังเกตได้จากงานวิจัยของวิทยาลัยการจัดการมหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ที่เผยผลวิจัยการตลาดเกี่ยวกับ Voice Of Green: เพื่อโลก เพื่อเรา จากการสำรวจกลุ่มเป้าหมาย 1,252 คน พบว่า ผู้บริโภคจำนวน 74% มีโอกาสเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีจำนวนผู้บริโภคถึง 37.6% เป็นกลุ่มผู้บริโภคเพื่อโลกสวยที่มองหาเฉพาะผลิตภัณฑ์อีโค่เท่านั้น พร้อมที่จะใช้จ่ายเงินไปกับสินค้าและบริการเพื่อสิ่งแวดล้อม นั่นหมายความว่าผู้บริโภคมีความมุ่งมั่นที่จะเลือกแบรนด์ที่สามารถสนับสนุนความตั้งใจตรงนี้ พร้อมทั้งยอมจ่ายเพื่อเข้าถึงอนาคตของโลกที่น่าอยู่อย่างยั่งยืนมากกว่าความนิยมชมชอบอันฉาบฉวยระยะสั้น