BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
1,382
VIEWS

EV Game Changer แบรนด์จีนใส่สปีด รีดแรงม้าขึ้นแท่นผู้นำ

ม.ค. 10, 2567 P.Narata
หนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศไทย ที่กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด คือกลุ่มยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ยืนยันได้จากตัวเลขสถิติการจดทะเบียนรถใหม่ป้ายแดงจากกรมขนส่งทางบก ที่เผยแพร่ล่าสุดเมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ตัวเลขเฉพาะในกลุ่มของรถยนต์ไฟฟ้า 100% หรือ BEV (Battery Electric Vehicle) กลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมียอดจดทะเบียนสะสม 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค. 2566) เป็นจำนวนถึง 58,074 คัน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ป้ายแดงโดยรวมทั่วประเทศที่มีจำนวน 548,940 คัน

เมื่อเปรียบเทียบตัวเลขการจดทะเบียนรถใหม่ย้อนหลัง 3 ปี พบว่ามีการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยในปี 2565 มีตัวเลขการจดทะเบียนอยู่ที่ 9,729 คัน ปี 2564 มีจำนวน 1,935 คัน และปี 2563 มีอยู่เพียง 1,056 คัน ในส่วนตัวเลขของปีนี้หากดูเฉพาะเดือนตุลาคม 2566 เพียงเดือนเดียวที่มีจำนวน 7,727 คัน ก็ยังมากกว่าปี 2563 ทั้งปีถึง 7 เท่า!

กฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ได้แสดงทัศนะไว้ในงานเสวนา EV & Beyond by GWM ในหัวข้อ “จับตาอนาคต EV ไทย...มีหวังแค่ไหน” เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมาว่า ภาพรวมการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย มองเห็นตัวเลขการใช้งานที่เพิ่มขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคที่ปรับตัวรับกับยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น และการแข่งขันที่สูงขึ้น จะเห็นได้จากยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในไทยเติบโตกว่า 400% คาดว่าภายในปีหน้าจะได้เห็นรถกระบะและรถเชิงพาณิชย์เข้ามาเติมเต็มตลาดในภาคการขนส่งอีกด้วย

“ประเทศไทยวางเป้าหมายว่าในปี 2568 ต้องการเห็นรถยนต์ไฟฟ้าในสัดส่วนประมาณ 30% ของยอดการจดทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถกระบะทั้งหมด (ประมาณ 2 แสนกว่าคันต่อปี) จึงจำเป็นต้องมีมาตรการต่างๆ ทั้งแบบที่เป็นการสนับสนุนด้านการเงินและการสนับสนุนที่ไม่ต้องใช้เงิน เช่น การประกาศใช้กฎระเบียบที่ส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ที่ไม่สร้างมลภาวะในพื้นที่ต่างๆ ให้เพิ่มมากขึ้น”



ไทยเติบโตตามเทรนด์ EV โลก

อาจกล่าวได้ว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คนไทยหันมาใช้รถ EV มากขึ้น ส่งผลให้ตลาดเติบโตแบบก้าวกระโดด ซึ่งเป็นการขยายตัวตามเทรนด์ EV ทั่วโลก โดยมีข้อมูลจาก International Energy Agency (IEA) ระบุว่า ในปี 2565 ยานยนต์ EV ถูกจำหน่ายไปแล้วกว่า 10.6 ล้านคันทั่วโลก หรือเพิ่มขึ้น 57% จากปีก่อนหน้า ซึ่งได้แรงขับเคลื่อนมาจากการขยายตัวของตลาดในกลุ่ม Emerging Market อย่างประเทศไทย บราซิล และอินเดีย เนื่องจากโครงการผลักดันจากภาครัฐของแต่ละประเทศที่เกิดขึ้นในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าการยอมรับของผู้บริโภคในตลาดเหล่านี้จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนเหมือนหลายประเทศในแถบยุโรปที่ได้มีการส่งเสริมการใช้รถยนต์ EV มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ทางด้าน  ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ได้นำเสนอบทวิเคราะห์เรื่อง  EV’olution การปฏิวัติยานยนต์ไฟฟ้า โลกไปทางไหน? ไทยได้อะไรบ้าง? ที่ได้เผยแพร่เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมีข้อมูลสนับสนุนถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในหลายประเทศที่กำลังเป็นรูปธรรมมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเกิดการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคที่ต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง และการมีตัวเลือกรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มีความหลากหลายจากการรุกตลาดของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน

อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จึงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่ายอดขายและยอดผลิตรถ EV ทั่วโลกนับตั้งแต่ปี 2565 - 2573 จะขยายตัวเฉลี่ยปีละ 20% และ 33% ตามลำดับ โดยมีปัจจัยหลักสนับสนุนการเติบโตตลาด EV โลกใน 3 เรื่องหลัก ประกอบด้วย

1) นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ในหลายประเทศที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น เป็นผลจากการลงนามตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่มีเป้าหมายการลดอุณหภูมิเฉลี่ยโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส โดยกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) มีการขับเคลื่อนผ่านนโยบายส่งเสริมการใช้ยานยนต์ EV และเกิดแนวคิดจะยุติการจำหน่ายรถยนต์ระบบสันดาป (ICE) ภายในปี 2578 ขณะที่กลุ่มประเทศอาเซียนอยู่ในช่วงเริ่มต้นผลักดันนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการออกมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ EV ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา อาทิ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และประเทศไทย

2) ผู้บริโภคให้การยอมรับมากขึ้น ส่วนหนึ่งจากปัจจัยในเรื่องความผันผวนของราคาพลังงานในกลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงโอกาสในการเป็นเจ้าของรถยนต์ EV ที่ง่ายมากขึ้นจากราคาจำหน่ายที่ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง รถยนต์ EV จึงตอบโจทย์ในเรื่องการลดค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ อาทิ ต้นทุนการเป็นเจ้าของรถ EV ในจีนต่ำกว่ารถ ICE ถึง 3 เท่า ในระยะยาวยังคาดว่า ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและการบำรุงรักษารถยนต์ EV จะประหยัดกว่ารถยนต์ ICE ประมาณ 4.2 เท่า เมื่อใช้งานไปแล้ว 8 – 10 ปี (การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ Thai EV Updates)

3) การรุกตลาดของค่ายรถยนต์จากประเทศจีน ด้วยผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ ส่งผลให้ตัวเลือกในตลาดรถยนต์ EV มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งในด้านรูปลักษณ์ ฟังก์ชั่นการใช้งาน และระดับราคาที่ง่ายต่อการเป็นเจ้าของ ในช่วง 3 – 5 ปีที่ผ่านมา จึงมองเห็นโมเดลรถยนต์ EV ในประเทศจีน และยุโรปเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มรถ SUV เป็นเซ็กเม้นต์ที่กำลังได้รับความนิยมในตลาดโลก

สำหรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เริ่มเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยแบรนด์แรกๆ ที่นำรถยนต์ไฟฟ้า 100% หรือ BEV (Battery Electric Vehicle) เข้ามาทำตลาดอย่างจริงจัง คือ MG จาก SAIC และ ORA จากเกรท วอลล์ มอเตอร์ (GWM) และยังคงมีแบรนด์รถไฟฟ้าตบเท้าตามเข้าสู่ไทยอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้จากงาน Motor Expo 2023 ครั้งล่าสุดที่เพิ่งจบไป ซึ่งมีผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนนำนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้ามาประชันกันอย่างคึกคักทั้ง MG, GWM, BYD, NETA, CHANGAN, WULING และ GAC AION เป็นต้น

ส่งผลให้ปัจจุบันตลาดรถยนต์ประเทศไทยมีรถยนต์ BEV อยู่ในตลาดไม่ต่ำกว่า 20 รุ่น จากแบรนด์ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตจากจีน อาทิ BYD Atto 3, BYD SEAL, BYD Dolphin, NETA V, ORA Good Cat, ORA Grand Cat (ORA 07), MG EP, MG 4 Electric, MG Maxus 9, MG ZS EV, MG ES, Wuling Air EV, Deepal L07, Deepal S07, AION Y Plus และยังมีรุ่นที่มาจากสหรัฐอเมริกาและยุโรปอย่าง Tesla Model 3, Tesla Model Y, BMW iX3, Volvo XC40, Volvo C40, เป็นต้น



ผู้เล่นมากขึ้น แนวโน้มราคาถูกลง

ในส่วนของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน ที่มุ่งหน้าเข้ามาปักหลักอยู่ในตลาดรถยนต์ของไทย ล้วนมีแผนในเรื่องการลงทุนเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยแบรนด์และผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนที่ทยอยเข้ามาทำตลาดและตั้งฐานการผลิตในไทยช่วง 3 – 5 ปีที่ผ่านมา อาทิ

MG ลงทุนสร้างโรงงานผลิตด้วยงบกว่า 10,000 ล้านบาท ล่าสุดตั้งโรงงานแบตเตอรี่ EV แห่งแรกในภูมิภาคอาเซียนด้วยกำลังการผลิตกว่า 50,000 ก้อนต่อปี GWM ลงทุนซื้อโรงงานผลิตของเจนเนอรัล มอเตอร์ส (GM) วางระบบให้เป็น Smart Factory มีกำลังการผลิตประมาณ 80,000 คันต่อปี BYD – RÊVER ลงทุนจัดตั้งโรงงานผลิตด้วยงบกว่า 3,000 ล้านบาท มีการผลิตที่มากถึง 1.5 แสนคันต่อปี GAC AION ใช้เงินลงทุนกว่า 2,300 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตที่มีกำลังการผลิตมากกว่า 5 หมื่นคันต่อปี CHANGAN มาพร้อมแผนการลงทุนเฟสแรกกว่า 8.8 พันล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 2 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2573 รวมถึง NETA ลงทุนสร้างโรงงานประกอบรถยนต์ที่มีกำลังการผลิตมากกว่า 2.5 แสนคัน

ประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด มองว่า วันนี้แม้ว่าจะมีแบรนด์รถไฟฟ้าจากจีนเข้ามาทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยกันอย่างคึกคัก แต่ BYD ไม่ได้มองว่าเป็นการแข่งขันกับแบรนด์จากประเทศจีนด้วยกันเอง เพราะคู่แข่งขันสำคัญของ BYD คือกลุ่มรถยนต์สันดาป ดังนั้นการที่มีแบรนด์รถยนต์จีนเข้ามาจำนวนมาก จึงเป็นการสร้างการเติบโตร่วมกันเพื่อไปกินตลาดรถยนต์สันดาปมากกว่าการแข่งขันกันเอง

“BYD จึงมองคู่แข่งที่เป็นรถยนต์สันดาปอย่างเดียว เราจึงต้องร่วมกันตีตลาดรถยนต์สันดาปด้วยรถยนต์รุ่นใหม่ๆ จากผู้เล่นใหม่ๆ ที่กำลังเข้ามา นอกจากจะทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น ยังส่งผลให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าขยายตัวมากขึ้น และผู้เล่นในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าก็มีความแข็งแกร่งมากขึ้นด้วย”

จากสถานการณ์การแข่งขันที่เริ่มรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้วันนี้การทำสงครามราคากลายเป็นกลยุทธ์ที่แบรนด์ต่างๆ นำมาใช้เป็นเครื่องมือเรียกความสนใจ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยก็มีแนวโน้มการปรับราคาขายที่ลดลงเช่นกัน แม้แต่แบรนด์ระดับโลกอย่าง Tesla ยังเคยช็อกตลาดไทยเมื่อครั้งเปิดตัว Model 3 ด้วยการเปิดราคาขายที่ 1,759,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคารถนำเข้าของเกรย์มาร์เก็ตเกือบเท่าตัว ต่อมา Tesla ยังมีการปรับราคาลงอีกครั้งในรุ่น Tesla Model 3 Highland ด้วยราคาที่ลดลง 100,000 - 160,000 บาท พร้อมปรับปรุงดีไซน์และสมรรถนะเพื่อท้าชนคู่แข่งอย่าง BYD SEAL ในช่วงที่กำลังเปิดตัว

ในงาน Motor Expo 2023 ครั้งที่ผ่านมา ยังได้เห็นสงครามการหั่นราคาแบบวันต่อวัน เริ่มจาก BYD ทำโปรโมชั่นในรุ่น BYD Atto 3 สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถในงานนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566 รับเงินคืน 100,000 บาท ทำให้ BYD Atto 3 มีราคาลดลงเหลือ 999,900 บาท จากเดิม 1,099,900 บาท ตามมาด้วย GAC AION ที่เพิ่งเปิดตัว AION Y Plus 490 Premium ภายในงานด้วยราคา 1,099,900 บาท แต่ในวันต่อมาก็ประกาศลดราคาลง 100,000 บาท เหลือ 999,900 บาท และปรับลดราคา AION Y Plus 490 Elite เหลือ 899,000 บาท จากราคาเปิดตัว 1,069,000 บาท 

แนวโน้มของอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในตลาดโลกและประเทศไทย ยังคงอยู่บนเส้นทางการเติบโตที่ถีบตัวสูงขึ้น ในปี 2567 จะเป็นปีที่ค่ายรถยนต์จีนส่วนใหญ่เริ่มไลน์การผลิตในประเทศไทย และยังคงมีผู้เล่นแบรนด์ใหม่เข้าสู่ตลาดไทยอย่างต่อเนื่อง แม้แต่แบรนด์ CHERY (เฌอรี่) ที่เคยถอดใจจากการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยจนต้องเลิกทำตลาดในไทยไปนานกว่า 5 ปี ยังเตรียมกลับมาอีกครั้งด้วยแผนการเปิดตัวแบรนด์ OMODA (โอโมด้า) และ JAECOO (เจโก้) พร้อมตั้งเป้าขึ้นเป็น 1 ใน 3 ของตลาดรถ EV ในไทยอีกด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่ถือเป็นความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย คือการเร่งพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ให้เกิดขึ้นอย่างครบวงจร โดยสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ได้อัพเดทตัวเลขของสถานีชาร์จ EV ณ เดือนกันยายน 2566 มีจำนวนหัวจ่ายทั้งหมด 8,702 หัวจ่าย จากสถานีชาร์จ 2,222 แห่ง เพิ่มขึ้นกว่า 238% แบ่งเป็น AC Charger 4,806 แห่ง และ DC Charger 3,896 แห่ง ไม่รวมสถานีชาร์จสาธารณะที่ให้บริการเฉพาะลูกค้าเฉพาะกลุ่มเท่านั้น เช่น เทสลา ซูเปอร์ชาร์จเจอร์ เอ็มจี ซูเปอร์ชาร์จ เป็นต้น

ทางด้าน พีระภัทร ศิริจันทโรภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ SHARGE ผู้พัฒนา EV Charging Ecosystem กล่าวถึง การร่วมมือกับ เรเว่ ออโตโมทีฟ ผู้จำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์ไฟฟ้า BYD ในประเทศไทย และเปลี่ยนชื่อสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสาธารณะทุกแห่ง และชื่อแอปพลิเคชันเป็น RÊVERSHARGER ซึ่งการขยายจำนวน EV Charging Station อย่างต่อเนื่อง เป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้รถยนต์ BYD และรองรับการเข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตที่ทางเรเว่ ออโตโมทีฟ ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้

“ปลายปี 2567 บริษัทจะมีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสาธารณะทั้งสิ้น 582 แห่ง มีหัวชาร์จรวมมากกว่า 2,012 หัวชาร์จ และเป็นผู้ให้บริการ EV Charging Solution อันดับ 1 ที่มีบริการครบถ้วน พร้อมทั้งมีเครือข่ายการบริการทั่วประเทศ”

บริษัทยังพัฒนาแอปพลิเคชัน RÊVERSHARGER เพื่ออำนวยความสะดวกในการชาร์จและการเดินทางของผู้บริโภค ปัจจุบันมีสมาชิกผู้ใช้งานกว่า 40,000 ราย เป็นผู้ใช้งานเป็นประจำกว่า 4,000 ราย และด้วยความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการขยายเครือข่ายสถานีบริการทั่วประเทศในอนาคต จะส่งผลให้มีผู้ใช้งานแอปเพิ่มขึ้นเป็น 150,000 ราย หรือมากกว่า 50% ของส่วนแบ่งตลาดภายในสิ้นปี 2567

แม้ว่า EV Ecosystem จะมีความพร้อมมากยิ่งขึ้น แต่ในส่วนของค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจีนยังต้องพิสูจน์ตัวเองเพื่อทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นทั้งเรื่องคุณภาพรถยนต์ เทคโนโลยีความปลอดภัย เครือข่ายสถานีชาร์จของแบรนด์ ไปจนถึงเรื่องของบริการหลังการขาย และการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อสนับสนุนการซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้าของตน

สิ่งเหล่านี้ เป็นภารกิจสำคัญที่ผู้ผลิตค่ายต่างๆ ต้องเร่งดำเนินการในเรื่องของ EV Infrastructure รวมถึงเรื่องการวางราคาจำหน่ายที่เข้าถึงง่ายก็ยังเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจในตัวแบรนด์มากยิ่งขึ้น



Move to the Future
การขยับตัวของผู้ผลิตรถยนต์ ICE

ในขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเติบโตแบบก้าวกระโดดจากพละกำลังการขับเคลื่อนตลาดของผู้ผลิตจากประเทศจีนเป็นหลัก ในฟากของผู้ผลิตยานยนต์สันดาป (ICE) ก็มีความเคลื่อนไหวด้วยการปรับตัวให้สอดรับกับกระแสนิยมและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

โดยค่ายรถยุโรปอย่าง BMW, Mercedes-Benz และ Volkswagen มีการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทรนด์ EV ที่รวดเร็วทั้งในด้านความหลากหลายของรุ่นรถยนต์ และการพัฒนาแบตเตอรี่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง สถานการณ์ของ BMW ในปัจจุบันกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญจากการยุติการผลิตเครื่องยนต์สันดาปในโรงงานหลักที่เมืองมิวนิก เพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยย้ายไลน์การผลิตเครื่องยนต์สันดาปทั้งหมดไปไว้ที่เมือง Steyr ในประเทศออสเตรีย และที่ Hams Hall ในสหราชอาณาจักร หลังจากที่มีการผลิตเครื่องยนต์สันดาปที่เมืองมิวนิกมานานกว่า 60 ปี

ค่ายรถญี่ปุ่นอย่าง Toyota, Honda และ Nissan มีแนวทางการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะทั้ง Toyota และ Honda มีความสนใจ และจริงจังกับการพัฒนารถยนต์พลังงานไฮโดรเจนมากกว่ารถยนต์ BEV ในขณะที่ Nissan บอกว่า มีแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2 ปี

Toyota มองว่า "รถยนต์ไฮบริดยังคงเป็นเสาหลักที่สำคัญของ Toyota" แต่ขณะเดียวกันก็มีแผนขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ในหมวดรถยนต์ BEV ในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า จากที่ปัจจุบันมีรถยนต์ BEV อยู่เพียง 2 รุ่น คือ bZ4X และ Lexus RZ แม้ว่า Toyota จะรุกเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าช้ากว่าทุกค่าย แต่ก็มีรายงานจาก REUTERS ระบุว่า Toyota มีการลงทุนกับการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าสูงเป็นอันดับต้นๆ ด้วยมูลค่า 13.9 พันล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะการผลิตแบตเตอรี่ Solid-state Batterries ในระดับแมส เพราะสามารถกักเก็บพลังงานได้มากกว่าแบตเตอรี่ชนิด Liquid Electrolyte Batteries ที่ใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน จึงชวนให้ติดตามถึงแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของ Toyota ในอนาคต

ส่วน Honda มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับรถตู้ไฟฟ้าขนาดเล็ก N-Van e ที่มีแผนจะวางขายที่ญี่ปุ่นในปี 2567 คาดว่ามีระยะการวิ่ง 210 กม.ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง มีราคาประมาณ 1 ล้านเยน หรือ 2.5 แสนบาท ซึ่งเป็นรถที่เหมาะกับการใช้งานเชิงธุรกิจและใช้งานส่วนตัว ซึ่ง Honda ต้องการให้รถตู้ไฟฟ้าคันนี้เป็นมากกว่ายานพาหนะ ด้วยฟีเจอร์ต่างๆ และการเป็นแหล่งพลังงานสำรองที่มีกำลังไฟ 1,500 วัตต์ สามารถจ่ายพลังงานให้กับอุปกรณ์อื่นๆ ได้

ยังมีข่าวว่า Isuzu เตรียมเปิดตัว ISUZU D-MAX ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าแบบ BEV ในประเทศไทยช่วงต้นปี 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การเจาะตลาดยุโรปที่ Isuzu อาจต้องเจอกับคู่แข่งสำคัญอย่าง Toyota ที่มีแผนเตรียมเปิดตัวรถกระบะ Toyota Hilux Revo รุ่นไฮบริด ในปี 2567 ซึ่งเป็นปีที่ Isuzu ตั้งเป้าจะทยอยเปิดตัวรถกระบะไฟฟ้า เริ่มจากการเปิดตัวรถกระบะไฮบริด (HEV) ตามด้วยรถกระบะพลังงานไฟฟ้า BEV รวมถึงการเปิดตัว ISUZU MU-X ไฟฟ้าภายในปี 2573 โดย Isuzu ตั้งเป้าในปี 2583 จะผลิตรถยนต์ที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด

การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก ได้คาดการณ์ว่า ภายในปี 2570 ราคาเฉลี่ยของรถ BEV จะเท่ากับรถยนต์ ICE ที่มีขนาดและรูปร่างต่างๆ ใกล้เคียงกัน จะเร่งให้เกิดการใช้ EV ทั่วโลก โดยในปี 2573 ประสิทธิภาพเครือข่ายการชาร์จไฟจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้การใช้งาน EV แพร่หลาย และมีความสำคัญเหนือกว่าปัจจัยด้านราคา และในปีเดียวกันนี้จำนวนรถยนต์ทุกรุ่นที่ผลิตออกมาทั้งหมดจะเป็น EV มากกว่า 50%

ท้ายที่สุด เราจะยังคงได้เห็นการเคลื่อนไหวของผู้ผลิตในกลุ่ม “รถยนต์สันดาป” โดยเฉพาะแบรนด์ญี่ปุ่น ที่แม้ว่าจะถูกมองว่าล่าช้า แต่ด้วยมูลค่าของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่สามารถสร้างรายได้และผลกำไรได้อย่างมหาศาล ถือเป็นเกมที่ค่ายรถยนต์สันดาปต่างมองว่า “แพ้ไม่ได้” ซึ่งต้องหาโอกาสทวงคืนความเป็นผู้นำตลาดกลับคืนมาอย่างแน่นอน


The Era of Marketing Intelligence ธุรกิจยุคนี้ต้อง Smart / Speed / Solution

EV Game Changer แบรนด์จีนใส่สปีด รีดแรงม้าขึ้นแท่นผู้นำ

Silver Gen สูงวัยทรงพลัง ตลาดใหม่พลิกสู่ Blue Ocean

AI First หยุดไม่อยู่กับ AI ที่ไร้การควบคุม

Regenerative Future วิถีแห่งการฟื้นฟูโลก

Flexible Market Offering ตอบโจทย์ เหนือความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่

ยุค AI ปัญหาไม่ใช่ Content น้อย แต่สมองอาจจะยังไม่รับ บทเรียนถอดสมองมนุษย์จากเวที ADFEST 2026

ถอดวิธีคิด ONN ANU ปั้นรีเทลไซส์เล็กอย่างไร เมื่อมี ‘ทำเลทอง’ อนุสาวรีย์ฯ เป็นแต้มต่อ

คุยกับ นัทธมน พิศาลกิจวนิช 5 ความท้าทายของ “สุกี้ตี๋น้อย” บทพิสูจน์ผู้นำในสมรภูมิสุกี้ 3 หมื่นล้าน

เข็ม-วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย / ADFEST 2026 “ในโลกที่ AI ทำทุกอย่างเร็วขึ้น มนุษย์กลับจดจำความรู้สึก มากกว่า Efficiency”

Read More Stories  

Research

ทำไม Gen Y ที่เคยถูกมองว่า ‘ใช้เงินเก่งสุด’ กลายเป็นคนที่ ‘วางแผนการเงินจริงจังที่สุด’? โดย 41.7% เลือกออมและลงทุนเพื่อครอบครัว

เปิดรายชื่อ 685 ร้านที่ได้รับรางวัล LINE MAN Wongnai Users' Choice Best of 2026

เทรนด์สุขภาพมาแรง! เมนูสลัดขึ้นแท่นเมนูยอดนิยมไตรมาสแรกกวาดยอดขายกว่า 1 ล้านจาน

หากช่องแคบฮอร์มุซปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

Read More Stories  

Digest

OR ขานรับนโยบายรัฐฯ จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 อีกทางเลือกที่คุ้มค่าและยั่งยืน รองรับภาคขนส่ง อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

หยุดยาวแบบสบายใจ! ประกันติดโล่ แจกฟรีประกันบ้าน-อุบัติเหตุ รวม 30,000 สิทธิ์ คุ้มครองทั่วไทยรับเทศกาลสงกรานต์ปี 69

“เถ้าแก่น้อย” จัดงาน Taokaenoi X ChenZheYuan A Global Journey of Flavor ตอกย้ำสู่การเป็น Global Brand ด้วย New Asian Wave

Unboxing Ideas

สูตรลับคุมะมง เมื่อการ “ปล่อยให้ใช้ฟรี” กลายเป็นเครื่องจักรสร้างมูลค่าระดับล้านล้าน

Faminchu Theatre โรงหนังไซซ์มินิในสนามบินโอกินาว่า เปลี่ยนเวลารอเครื่องให้กลายเป็นเรื่องเล่า ผ่านหนังสั้นโปรโมทเมือง

สัมผัส "Luminara" ซูเปอร์ยอทช์ จาก The Ritz-Carlton Yacht Collection ชมห้องพักคืนละ 235,000 บาท/คน

ทำไมแม่ตุ๊กตาของพันช์คุง ชื่อ DJUNGELSKOG ไม่ใช่อุรังอุตัง ส่องไอเดียการตั้งชื่อของ IKEA เมื่อ ‘สถานที่’ กลายเป็นชื่อของไลน์สินค้า

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact