หลังการเข้ามาบริหารบริษัท บิสโตร เอเชีย จำกัด ในเครือไทยเบฟ ที่ประกอบไปด้วย 6 แบรนด์ ได้แก่ บ้านสุริยาศัย, ไฮด์ แอนด์ ซีค , หม่าน ฟู่ หยวน, โซ อาเซียน, แวนเทจ พอยท์ และฟู้ด สตรีท กว่าขวบปีที่ผ่านมา ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพศาล อ่าวสถาพร ก็สร้างความเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมายให้กับร้านอาหารในเครือไทยเบฟ หนึ่งในนั้นก็คือสามารถ พลิกฟื้นผลประกอบการจากการขาดทุนอย่างต่อเนื่องมาสู่การสร้างผลกำไรให้กับบริษัทได้สำเร็จ
โดยผลประกอบการของบริสโตร เอเซีย ในปีงบประมาณ 2566 ที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตมากถึง 70% เมื่อเทียบกับ ปี 2565 ขณะที่ปีงบประมาณ 2567 ที่เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา พบว่านับตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม ไม่ดี เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจโลก แต่ไตรมาสแรกก็ยังโต 7.4% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน
ไพศาล บอกว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นก็มาจากกลยุทธ์หลักๆ ทั้งในเรื่องของ NPD หรือ New Product ที่มีการออก เมนูอาหารใหม่เพื่อดึงคนเข้าร้านให้มากขึ้น โดยเฉพาะกับการสร้างโอกาสในการขายด้วยการดูอินไซต์และไลฟ์สไตล์ของ ลูกค้าเพื่อนำมาพัฒนาเป็นเมนูใหม่ๆ ให้ตรงกับความต้องการในแต่ละช่วงเวลา
เช่นเดียวกับการใช้โมเดลทางธุรกิจที่หลากหลายให้กับแบรนด์ เช่น สามารถทานได้แบบบุฟเฟ่ต์หรือทานเดี่ยว และ การมีมื้อกลางวันสุดพิเศษ รวมถึงการทำโปรโมชั่นที่หลากหลายให้ตอบโจทย์ลูกค้าในหลายๆ กลุ่ม ซึ่งการมีหลายโมเดลทำให้ ร้านมีความยืดหยุ่นในการบริการมากขึ้น

ในส่วนนี้ ยังรวมถึงการขยาย Product Line Extension ในช่วงเทศกาลต่างๆ อาทิ การออกสินค้าที่เป็นตะกร้าส้ม เสริมมงคลในช่วงตรุษจีนของบ้านสุริยาศัยที่มียอดขายเดือนละ 2 – 3 แสนบาทเลยทีเดียว และกลายเป็นอีกกลยุทธ์ที่ช่วย เพิ่มยอดขายให้กับบิสโตร เอเซีย นอกเหนือจากการขายเมนูปกติในร้าน
ขณะที่เรื่องของการสื่อสารการตลาดที่ไพศาลมองว่าเป็นอีกหัวใจสำคัญของการทำตลาด ก็มีปรับกลยุทธ์ด้วยการใช้ ดิจิทัล ครีเอเตอร์ เข้ามาช่วยโปรโมทร้าน โดยเฉพาะกับการใช้ TikTok และ KOL เข้ามาช่วยโปรโมท ซึ่งค่อนข้างจะได้ผลดี เพราะสามารถดึงดูดให้เกิดการเข้ามาใช้บริการจริง ซึ่งถ้ามองในแง่ของแวลู่ที่รีเทิร์นกลับมา ถือว่าได้ผลค่อนข้างมาก และใช้ งบทางการตลาดไม่มากนักเมื่อเทียบกับการสื่อสารการตลาดในรูปแบบเดิมๆ ที่เคยใช้
ส่วนกลยุทธ์สำคัญอีกกลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้และค่อนข้างได้ผลดีก็คือการทำ Strategic Alliance ทั้งกับพาร์ทเนอร์ที่อยู่ ในเครือไทยเบฟด้วยกัน และพันธมิตรนอกบริษัท ซึ่งการร่วมมือดังกล่าว ตามมาด้วยการช่วยเพิ่มทั้งในเรื่องของยอดขาย และ การยกระดับแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น
เขายกตัวอย่างความร่วมมือที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาก็คือการจับมือกับ AIA ในเรื่องของการมอบสิทธิพรีวิเลจของ ลูกค้า AIA ผ่านร้านอาหารในเครือบิสโตร เอเซีย และการทำ Collaboration Marketing กับแบรนด์ GQ ที่ออกนวัตกรรมใหม่ เป็นต้น

ไพศาล บอกว่า กลยุทธ์ทั้งหมดจะถูกต่อเนื่องการใช้ในการรุกตลาดในปี 2567 นี้ โดยมีการตั้งเป้าหมายการเติบโต ของยอดขายรวมไว้ที่ 6.4% ซึ่งจะเป็นทั้งยอดขายที่มาจาก Same Store และการเปิดสาขาใหม่ ที่ในปี 2567 นี้จะเป็นปีที่มีการ เปิดสาขาใหม่มากที่สุดถึง 7 สาขา แบ่งเป็นสาขาของโซ อาเซียน 2 สาขา ไฮด์ แอนด์ ซีค, หม่าน ฟู่ หยวน, แวนเทจ พอยท์ บ้านสุริยาศัย และฟู้ด สตรีท อย่างละ 1 สาขา ซี่งจะเป็นร้านในคอนเซ็ปต์ใหม่ที่จะเข้าไปเปิดใน One Bangkok ทั้งหมด โดยเฉพาะบ้านสุริยาศัยจะใช้ชื่อแบรนด์ใหม่ที่ตามด้วย “บาย บ้านสุริยาศัย” ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการขยายสาขาของร้านอาหาร แบรนด์นี้
ไพศาล มองว่า การไม่หยุดนิ่งในการนำเสนอความแปลกใหม่ รวมถึงมีการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับความ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งในแง่ของตลาดและตัวผู้บริโภคยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการทำตลาดร้านอาหารยุคนี้ ซึ่งไม่เพียง แค่การมองเทรนด์หรือเข้าใจเทรนด์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังต้องลงรายละเอียดให้แม่นยำ และสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ แนวโน้มที่เกิดขึ้นนี้ได้
“อย่างเรื่องของการท่องเที่ยวที่เราต่างมองเห็นเทรนด์ของการเติบโต และนักท่องเที่ยวชาวจีนก็มีแนวโน้มที่ จะเข้ามาเที่ยวบ้านเราเพิ่มมากขึ้น เราจึงมีการปรับกลยุทธ์โดยเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ หรือ KOL ของจีนเข้ามา ช่วยรีวิว พร้อมกับสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของจีนโดยตรง เพื่อที่จะช่วยสร้างกระแสให้กับอาหารไทย ซึ่งถ้าใช้ฟอร์แมตเดิมๆ ในการสื่อสารอาจจะไม่ได้ผล”
เขายังบอกอีกว่า การเลือกใช้การทำ Strategic Alliance ยังคงเป็นหัวใจในยุคที่แบรนด์แต่ละแบรนด์ต้องเติบโตไป ด้วยกัน การใช้ Collaboration Marketing จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะถูกนำมาใช้ในการทำตลาดของร้านอาหารในเครือบิสโตร เอเซียอย่างต่อเนื่องในปีนี้

ไพศาล มองว่า Collaboration Marketing แม้จะเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ถูกพูดถึงมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่กลยุทธ์นี้ ก็มีแนวโน้มที่ถูกนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายในยุคปัจจุบัน ซึ่งการ Collaboration ไม่ว่าเป็นการ Collab ของธุรกิจประเภท เดียวกันหรือข้ามประเภทธุรกิจนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ
แต่หัวใจทั้งหมดของการใช้กลยุทธ์นี้ก็คือจะส่งมอบ Experience ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคได้หรือไม่เท่านั้น ซึ่งบางคน อาจไม่เคยซื้อสินค้าและบริการของแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง แต่เมื่อมีการ Collaboration แล้วก็อาจสร้างให้เกิดโมเม้นต์กระตุ้น ให้เปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ๆ ให้อยากซื้อและใช้สินค้าและบริการเมื่อมีการผนึกกำลังกันแล้วก็ได้
โดยแคมเปญใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ของบ้านสุริยาศัยที่จะฉลองครบรอบ 100 ปี ผ่าน “The Journey of 100” The 100 BOON-NAK ซึ่งเป็นการร่วมมือกับ ศรัณญ อยู่คงดี ผู้ก่อตั้งแบรนด์ SARRAN by Sarran Youkongdee ผู้ออกแบบเครื่องประดับลุคชุดไทยจากมิวสิกวิดีโอเพลง LALISA ของ Lisa แห่งวง BLACKPINK ที่จะมาร่วม สร้างประสบการณ์ความหรูหราให้กับอาหาร ยกระดับแบรนด์ให้พรีเมียมมากยิ่งขึ้น
การ Collab กันของทั้ง 2 แบรนด์ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกการสร้างมิติใหม่ให้กับวงการร้านอาหาร ที่เป็นการจับมือข้าม อุตสาหกรรมของจิวเวลรี่ ดีไซเนอร์ แบรนด์ กับแบรนด์ร้านอาหารที่มีตำนานที่เล่าขานมาครบ 100 ปี ซึ่งไพศาล มองว่า ครั้งนี้ จะเป็นอีกความร่วมมือที่จะเข้ามาช่วยยกระดับแบรนด์บ้านสุริยาศัยให้เป็นที่รู้จักในฐานะของตำนานบทหนึ่งของประเทศไทย
ทั้งหมดนั้นจะถูกร้อยเรียงเข้ามาเป็นกลยุทธ์สำคัญในการช่วยขับเคลื่อนทั้งเรื่องของยอดขาย และแบรนด์ร้านอาหาร ในเครือบิสโตร เอเซียในปี 2567 นี้...