หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมสินค้าประเภทน้ำอัดลมที่วางขายอยู่ในตู้แช่ จึงค่อนข้างจะมีความหลากหลายในเรื่อง ของขนาดหรือแพ็กไซส์ที่วางขายในแต่ละช่องทางขาย ซึ่งเรื่องของแพ็กไซส์ กลายมาเป็นอีกหนึ่งในหัวใจสำคัญของการทำ ตลาดน้ำอัดลม ถือเป็นส่วนสำคัญที่ค่ายน้ำอัดลมต้องให้ความสำคัญ นอกเหนือจากเรื่องของแบรนด์ แคมเปญการตลาดที่ สามารถสร้างความ Wow และระบบจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง
ทั้งนี้ก็เพราะว่าการมีแพ็กไซส์ หรือบรรจุภัณฑ์ที่หลากหลายขนาดอยู่ในตลาดนั้น สามารถเข้าไปรองรับความต้องการ และโอกาสในการดื่มน้ำอัดลมที่หลากหลายของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี อาทิ น้ำอัดลมในไซส์ขนาดใหญ่ตั้งแต่ 1.2 ลิตร ส่วนใหญ่จะดื่มแบบแชร์กันหลายคน ที่ภาษาในวงการคนทำตลาดน้ำอัดลมจะเรียกว่าแพ็กไซส์แบบมัลติเสิร์ฟ ที่สามารถเสิร์ฟ หรือดื่มได้หลายคนในช่วงเวลาและอารมณ์ของการแบ่งปันความสุขทั้งในกลุ่มเพื่อนและคนในครอบครัว
หรืออย่างขนาดที่เป็นมินิแคน แคน หรือขวด PET ขนาดเล็กที่ดื่มคนเดียว ซึ่งเรียกว่า “ซิงเกิล เสิร์ฟ” เป็นไซส์ที่ถูกส่ง ออกมาเพื่อรองรับกับการดื่มคนเดียว และหลายครั้งจะเป็นการดื่มนอกบ้าน
ขณะที่แพ็กไซส์ที่เป็นมินิแคนหรือแคนขนาดเล็กจะรองรับการดื่มในโอกาสที่อยากจะดื่มน้ำอัดลม แต่ไม่ต้องการดื่ม ในปริมาณมากนัก หรือเป็นไซส์ที่ถูกส่งเข้ามาเจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้หญิงและเด็ก เป็นต้น
ตัวแพ็กไซส์แต่ละขนาดจะมีช่องทางการขายที่แตกต่างกันออกไป อาทิ ในไซส์ขนาด 330 มล. ราคาขายปลีก 12 บาท จะเป็นไซส์ที่เข้าไปในตู้แช่ของร้านค้าดั้งเดิม หรือวางไว้ในช่องทางที่เป็นร้านอาหารข้างทาง ซึ่งเป็นการเจาะเข้าไปเพื่อ รองรับกับการดื่มกับมื้ออาหารที่บ้านเราส่วนใหญ่จะกินอาหารที่มีรสชาติเผ็ด ทำให้น้ำอัดลมกลายเป็นเครื่องดื่มที่ตอบโจทย์ ในเรื่องของการช่วยแก้เผ็ดจากการกินอาหารได้เป็นอย่างดี
เช่นเดียวกับขนาดไซส์ 345 มล. และ 500 มล. จะอยู่ในช่องทางร้านสะดวกซื้อ หรือไซส์ขนาด 1.25 ลิตร และ 2 ลิตร ส่วนใหญ่จะวางขายในช่องทางโมเดิร์นเทรด เป็นต้น

ด้วยความที่ตลาดนี้แข่งกันมีแพ็กไซส์ที่หลากหลาย ตลาดจึงค่อนข้างจะ Fragment ซึ่งเป็นไปตามไลฟ์สไตล์ และ โอกาสในการดื่มนั่นเอง
เรื่องของแพ็กไซส์กลายเป็นไฮไลท์ของการแข่งขันมาตลอด ซึ่งกรณีศึกษาหนึ่งที่สร้างสีสันให้กับตลาดนี้ได้เป็นอย่างดี ก็คือการเลิกสัญญาการผลิตและจัดจำหน่ายของเป๊ปซี่กับเสริมสุขในช่วงร่วม 10 ปีที่ผ่านมา
ในครั้งนั้น เป๊ปซี่ต้องมีการปรับเกมการทำตลาดครั้งใหญ่ ทั้งในเรื่องการผลิตและจัดจำหน่าย ที่เดิมทีการผลิตและ จัดจำหน่ายผ่านเสริมสุขนั้น นอกจากจุดแข็งในเรื่องของระบบจัดจำหน่ายผ่านหน่วยรถกระจายสินค้ากว่า 1,500 คัน ของ เสริมสุขแล้ว ยังมีเรื่องของการมีจุดแข็งในแพ็กไซส์ที่เป็นขวดแก้ว ที่เป็นแพ็กไซส์ที่ถูกใช้เจาะร้านค้าดั้งเดิม รวมถึงร้านอาหาร ข้างทาง
หลังจากเป๊ปซี่มาผลิตและจัดจำหน่ายเองก็มีการปรับกลยุทธ์ขนานใหญ่ เริ่มจากการตั้งดิสทริบิวเตอร์ทีเดียวหลาย ราย เพื่อช่วยกระจายสินค้าเข้าสู่ร้านค้าย่อย
เช่นเดียวกับเรื่องของตัวแพ็กเกจจิ้ง ที่มีการหันมาทำตลาดแพ็กเกจจิ้งแบบวันเวย์ที่เป็นขวด PET และแบบแคน ทั้งหมด โดยไม่มีแพ็กเกจจิ้งแบบขวดแก้ว โดยเป๊ปซี่มีการออกสินค้าที่เป็นขวด PET ในไซส์ 330 มล. ที่ในช่วงแรก วางขาย ราคาขวดละ 10 บาท ซึ่งเป๊ปซี่เรียกแพ็กไซส์ตัวนี้ว่า เป๊ปซี่ 10
แพ็กไซส์ 330 มล.ถูกใช้สำหรับเจาะเข้าช่องทางร้านค้าดั้งเดิมและร้านอาหารข้างทาง โดยชูจุดขายราคา 10 บาท ในขนาดที่พอดีดื่มกับมื้ออาหาร นั่นคือไม่มากไปและไม่น้อยไป

โดยนอกจากการใช้ดิสทริบิวเตอร์ช่วยกระจายสินค้าแล้ว เป๊ปซี่ยังมีการใช้ค้าส่งโมเดิร์นเทรดอย่างแม็คโคร เป็นตัว ช่วยอีกแรง เพราะแม่ค้าร้านอาหารและร้านโชวห่วยส่วนหนึ่งจะซื้อสินค้าจากแม็คโครมาวางขายในร้านของตัวเอง ถือเป็น การปรับกลยุทธ์ในเรื่องของแพ็กไซส์เพื่อให้เหมาะสมกับช่องทางการขาย และพฤติกรรมการดื่มของลูกค้า ก่อนที่สินค้าใน ไซส์นี้จะมีการปรับราคาขายจาก 10 บาท มาเป็น 12 บาท ตามต้นทุนและการเรียกเก็บภาษีความหวาน
น้ำอัดลมเป็นเครื่องดื่มที่คนไทยคุ้นเคยกันดี และอยู่ในตลาดบ้านเรามามากกว่าครึ่งศตวรรษ โดยมีแบรนด์ยักษ์ใหญ่ ระดับโลก อย่างโค้กและเป๊ปซี่ยึดครองตลาดนี้ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดนี้กลับมาเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี โดยเติบโตสูงถึง 16% (รอบ ส.ค. 65 - ส.ค.66) เป็นการเติบโตที่สูงกว่าปีก่อนหน้าที่เติบโต 2.8% ค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับฐานของตลาดน้ำอัดลมที่ค่อนข้าง ใหญ่
การเติบโตของตลาด แน่นอนว่า อากาศที่ร้อนในช่วงที่ผ่านมาของปีนี้ มีผลต่อความต้องการดื่มน้ำอัดลมที่มี คุณสมบัติเด่นในเรื่องของการช่วยเพิ่มความสดชื่น
ขณะเดียวกัน การแข่งกันอัดแคมเปญการตลาดของผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดนี้ก็มีส่วนเข้ามาช่วยผลักดันให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้บริโภคที่เป็นวัยรุ่นหันมาดื่มน้ำอัดลมมากขึ้น โดยตลาดน้ำอัดลมมีมูลค่าประมาณ 62,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น ปริมาณ 2,100 ล้านลิตร แบ่งเป็นตลาดน้ำดำ 75% และน้ำสี 25% โดยคนไทยจะดื่มน้ำอัดลมในตัวเลขเฉลี่ยต่อคนต่อปีอยู่ที่ 37.5 ลิตร
ในตลาดนี้ โค้กยังคงเป็นผู้นำตลาด ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่ 54% ตามมาด้วยเป๊ปซี่ 30% และเอส 9.1%