เมื่อทุกวันนี้โลกของฝั่งศิลปะและฝั่งวิทยาศาสตร์เบลนด์เข้าหากันจนยากที่จะแยกออก ความคิดสร้างสรรค์และหลักการมีส่วนสำคัญต่องานโฆษณาทั้งคู่ การนำวิทยาการ เทคโนโลยี หรือแม้กระทั่ง AI มาผนวกกับความครีเอทีฟ ผลักดันให้งานโฆษณาถูกใจ ถูกช่องทาง ถูกจังหวะ เข้าถึงกลุ่มคนเป้าหมายด้วยเหตุผลบางอย่าง เกิดประโยชน์สูงสุดของงานนั้นๆ ตามมา
สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ตระหนักถึงเรื่องดังกล่าว จึงจัดงาน DAAT Warm-Up ที่เป็นการอุ่นเครื่องก่อน DAAT DAY 2024 ภายใต้ธีม Advolution Art มีข้อมูลเกี่ยวกับเทรนด์การตลาด รวมถึงวิธีการรับมือที่น่าสนใจ
ในครั้งนี้ BrandAge Online ได้สรุปความน่าสนใจของหัวข้อ Advolution with Art 2025 เทรนด์ศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ในปี 2025 โดย คุณฐิติพันธ์ ทับทอง Head of Creative – Brilliant & Million และคุณอัยพัชร วรรคาวิสันต์ Chief Executive Officer - Digitory มาฝากทุกคน ดังนี้
1.Short - Form Video Snackable Content
คอนเทนต์ที่ย่อยง่าย เคี้ยวง่าย ส่วนใหญ่จะนึกถึง Short - Form เพราะว่าดูง่าย เข้าใจง่าย
ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ TikTok ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ตอนนี้ YouTube แบรนด์เจ้าแห่งวิดีโอยาวยังต้องมาทำวิดีโอสั้น เพราะว่าพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันมักจะเสพสื่อที่สามารถดูไว ไถไว
ยิ่งไปกว่านั้นในปัจจุบันผู้บริโภคกลุ่ม Younger มักจะเสิร์ชค้นหาข้อสงสัย อาทิ How to ต่างๆ การแพลนทริป หรือรีวิวอาหาร บนแพลตฟอร์ม TikTok เพราะว่าได้คำตอบที่สั้นกว่า ทำให้ผู้ประกอบการหรือแพลนต้องปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสาร เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคที่เป็นทางสำคัญในการใช้จ่าย
แบรนด์เองก็จำเป็นต้องเปลี่ยนและปรับให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง
2.User-Generated Content and Influencer Marketing
Influencer Marketing ต้องวิวัฒนาการ เพราะผู้บริโภคเข้าใจคำว่า “เรียล” กับ “เซตอัพเกิน” สังเกตเห็นว่าเนื้อหาไหนเป็นงานจ้างอินฟลูฯ แม้จะดูสมจริงมากๆ ขณะเดียวกันในหลาย ๆ ความสมจริงแบรนด์อาจจะไม่ค่อยถูกใจนัก อาทิ ทำอาหารแล้วกระทะดำ ต้องถ่ายใหม่ แต่ความเป็นจริงผู้บริโภคกลับชอบอะไรที่เรียล มากกว่าเซตอัพ
ตัวย่างแบรนด์ที่ต่อยอด Influencer Marketing จนได้รับความสำเร็จ คือแบรนด์เครื่องสำอางเกาหลี ROM & ND ที่ได้ออกผลิตภัณฑ์ลิป ROM & ND X Minsco ซึ่งเกิดจากการร่วมมือระหว่างแบรนด์กับอินฟลูเอนเซอร์ชาวเกาหลีท่านหนึ่งที่มักจะทำคอนเทนต์รีวิวลิปสติกของแบรนด์เป็นประจำ

โดย Collection ดังกล่าวถือเป็นรุ่นพิเศษให้กับผู้บริโภค วางจำหน่ายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ที่สำคัญได้รับผลตอบรับจากผู้บริโภคอย่างดี
จะสังเกตเห็นว่าแบรนด์สามารถต่อยอดการตลาดลักษณะนี้ได้ เพราะผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเกิดจาก Endorse สู่ การ Co-Create แม้ผู้บริโภคจะรู้ว่าเป็นการจ้าง Influencer แต่ถือว่าเป็นรูปแบบที่มีความน่าสนใจไม่น้อย
ขณะเดียวกัน ถ้าเป็นแบรนด์ฝั่งประเทศไทย สามารถสังเกตและพบการใช้รูปแบบการทำตลาดดังกล่าวในสินค้าเครื่องปรุงอาหาร
เพื่อให้เห็นภาพ BrandAge ขอ Mention ถึงแบรนด์น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ ที่มีการดึง Influencer ในด้านการทำอาหาร อย่างเป๋าเป้ มาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ มาเป็นผู้ช่วยคนสำคัญในการสื่อสารไปยังผู้บริโภคว่า ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์สามารถนำไปประกอบอาหารได้อย่างหลากหลายในครัวเรือน
3.Personalized Marketing Campaign
การนำข้อมูลหลังบ้านมาใช้ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคแต่ละคนเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถของหลายๆ แบรนด์ โดยการดำเนินงานลักษณะนี้จะทำให้ลูกค้าเกิดรอยัลตี้กับแบรนด์และสินค้าได้ แต่วิธีนี้ต้องอาศัยการเก็บข้อมูลที่มากและแม่นยำพอ
ตัวอย่างแบรนด์ที่นำ Data ที่มีในมือมาใช้ได้อย่างคุ้มค่า และเกิดความโดดเด่นจนเป็นกระแสไวรัลในทุกๆ ปี คือ Spotify

เชื่อว่าหลายๆ คนต้องเคยใช้ฟังก์ชั่นของ Spotify ที่มักจะนำข้อมูลของบัญชีผู้ใช้แต่ละคนมา Create เป็น Content พิเศษที่เฉพาะเจาะจงตามรายบุคคล ให้สามารถเพื่อแชร์ไปยังผู้บริโภคคนอื่นๆ เพื่อสะท้อนรสนิยมการฟังเพลงของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Playlist เพลงที่ฟังบ่อยหรือศิลปินที่ชื่นชอบ หรือในช่วงสิ้นปีจะมี Spotify Wrap ที่รวบรวมเพลงที่เราฟังบ่อยที่สุดมาให้ เพื่อให้ผู้ฟังได้อวดชาวบ้าน สามารถแชร์ได้เลย และสามารถเพิ่มเพลงเหล่านั้นมาทำเพลย์ลิสส่วนบุคคล ซึ่งเป็นตัวอย่างของการผสมผสานอาร์ตกับวิทย์ได้อย่างดี
ใน Case นี้ของ Spotify สามารถทำให้เห็นภาพของความสำคัญของ Data ยิ่งเข้าไปอีก เมื่อเรามี Data ในมือจะสามารถนำมา Visualization พลิกร้อยแปดพันท่า เพื่อให้ผู้บริโภคคอยติดตามว่าจะมีลูกเล่นอะไร และยังทำให้เกิดการบอกต่อในโซเชียลไปโดยอัตโนมัติ นับว่าเป็นการผสมผสานอาร์ตกับวิทย์จนประสบความสำเร็จได้อย่างกลมกล่อม
4. AI in POP CULTURE
AI จะไม่เข้ามาแทนที่ แต่จะเป็นเครื่องมือช่วยใน Creative Process มากขึ้น มีหลายเครื่องมือเข้ามาช่วยทุ่นแรงได้
ถ้าต้องหาข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง AI จะช่วยกว้านข้อมูลมาให้ หรืองานแปล AI ลดเวลาในการทำงานช่วยได้ แต่ชุดคำสั่งต้องเขียนอย่างรัดกุมและละเอียด ซึ่งในหลายๆ ครั้งอาจจะนำไปลดจำนวนคน และลดวันในการทำงานลงจาก 2 วันเป็นครึ่งวันได้ เพราะ AI เข้ามาช่วยได้ในเกือบทุกกระบวนการ
เช่น Lays SMILES YOUR WAY เป็นแคมเปญการตลาดที่นำ Storyboard เป็นสารตั้งต้นให้เครื่องมือ Generate ออกมาเป็นวิดีโอ และ Filter ให้ผู้บริโภคสร้างรอยยิ้มผ่านบนแพลตฟอร์มต่างๆ เป็นการทำให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมกับแคมเปญ

ขณะเดียวกัน การใช้ AI เองก็มีวิวัฒนาการจากที่เข้าไปในกระบวนการผลิตไอเดีย ช่วยสร้างภาพในหัวให้ออกมาเร็ว ตอนนี้มีประโยชน์มากกว่านั้น สามารถสร้างความสมจริงได้ดีมากยิ่งขึ้น ทำให้ในหลายๆ ครั้ง แบรนด์เล็กสามารถสร้าง Stunning Moment ได้ ขึ้นอยู่กับความครีเอทีฟของมนุษย์ในการใช้ความคิดสร้างสรรค์
เช่น แคมเปญการตลาดของเพ็ดดีกรีในต่างประเทศที่ใช้ AI ในการช่วยจัดการภาพถ่ายสุนัขจรจัดให้ออกมาเหมือนภาพถ่ายใน Studio เจ้าพวกสุนัขจรทั้งหลายมีรูปออกมาน่ารัก จนทำให้ผู้บริโภคตกหลุมรักไปตามๆ กัน
5. AI ETHICS & LITERACY
การเข้ามาของ AI ยังเป็นประเด็นถกเถียงที่สำคัญของสังคมว่า AI มาลดทอนคุณค่าของศิลปินหรือไม่?
เรื่องนี้ยังคงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถระบุคำตอบได้อย่างชัดเจนและไม่มีใครพูดแทนได้
ขณะเดียวกันมีแนวโน้มที่เห็นได้ชัดเจน คือการใช้ AI ในรูปแบบต่างๆ เพื่อเข้ามาช่วยสร้าง Value ให้กับ Content
แน่นอนว่า เหรียญมี 2 ด้าน เมื่อมีด้านดีก็ยากที่จะปฏิเสธข้อเสียของ AI เช่นกัน
ล่าสุดมีสแกมเมอร์ใช้ AI เพื่อ Generate สิ่งต่างๆ ออกมาเพื่อหลอกลวงผู้บริโภค
ที่เห็นได้ชัด คือการดำเนินงานของมิจฉาชีพ ที่เอาเสียงเราไปหลอกยืมเงินคนรู้จักอื่นๆ ของเรา ซึ่งสำหรับผู้ที่ไม่รู้ก็อาจจะตกเป็นเหยื่ออย่างไม่ทันตั้งตัว
6. Phygital Arts in Brand Activation
NFT การมีคอมมูนิตี้ เพื่อยืนยันบางสิ่งของการมีอยู่ของสิ่งนั้น ผู้บริโภคมีความต้องการจ่ายเพื่อที่จะสามารถจับต้องสินค้าบางอย่าง นำมาซึ่งเทรนด์ที่เรียกว่า Phygital มาจากการรวมของ 2 คำได้แก่ Physical + Digital

งานศิลปะดิจิทัลเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แม้ว่าจะได้ Digital Asset ตอนนี้กระแส NFT เริ่มเงียบลง แต่ว่ายังมีในหลายธุรกิจ เช่น LV ขายได้ 1,400,000 บาท ขายต่อไม่ได้ด้วย แต่ไม่ได้ขายเป็นอาร์ต
สินค้าบางรุ่นต้องมีทั้ง NFT ก่อน ถึงจะซื้อรุ่นนั้นได้ เช่น รองเท้า RTFKT x Nike Collection By Murakami ที่ต้องซื้อบนดิจิทัลก่อน แล้วถึงจะซื้อสินค้าจริงได้
ขณะเดียวกันพบว่าประโยชน์ของสินทรัพย์ดิจิทัล คือไม่ต้องทำสินค้าเผื่อ สามารถลด Waste ได้อีกด้วย
สุดท้าย Speaker ได้ฝากแนวทางการรับมือการเปลี่ยนแปลงด้วยสูตร DAAT ดังนี้
Dynamic Content Creation
-รู้ให้ทันว่าคอนเทนต์ มันไดนามิก สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
- วิธีการรับมือการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วที่ดีคือต้องพยายามหาทางฟังงานสัมมนาอัพเดทเทรนด์บ่อยๆ เพราะบางทีการอ่านหรือค้นคว้าเองก็ไม่รู้เรื่อง หรือไม่ครบถ้วน เพราะจะหาข้อมูลแต่ที่เราสนใจ
- รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างเดียวไม่พอ ต้องว่องไวด้วย เพราะว่าโลกเปลี่ยนแปลงไว แบรนด์ส่วนใหญ่แพ้กันที่ตรงนี้ เพราะว่าไม่ทำซักที ไม่ต้องรอให้พร้อม แต่เราต้องวัดผลตอลดเวลาว่าผลออกมาอย่างไร แล้วเรียนรู้อย่างไร
Adaptive Platforms
- แต่ละแพลตฟอร์มเองก็ปรับตัวตลอดเวลา เพื่อเพิ่มรายได้ และแย่งคนใช้งาน
- ดังนั้นเมื่อใดที่แพลตฟอร์มมีการปรับเปลี่ยน แบรนด์ก็ต้องปรับเปลี่ยนตามให้ทันกับอัลกอริธึมใหม่ๆ

AI in Pop Culture
- การจะเอา AI มาปรับใช้อย่างไร กระบวนการคิดงานจะมีดีเทลบางอย่างที่ไม่ได้มีคุณค่าของไอเดียขนาดนั้น ดังนั้นถ้าเราต้องหาข้อมูลมากๆ กินเวลา เป็นอะไรที่เสียเวลา ตรงนี้ AI มาช่วยทดเวลา เอาเวลาไปหาไอเดียได้
- จาก AI ช่วยสร้างภาพในหัวให้ออกมาเร็ว ตอนนี้ AI มีประโยชน์มากกว่านั้น เพราะมีความสมจริงขึ้นมากๆ
- แบรนด์เล็กก็สามารถสร้าง Stunning Moment ได้ ขึ้นอยู่กับมนุษย์ที่จะใช้ความคิดสร้างสรรค์
Tech-Driven Engagement
- เทคโนโลยีมีความสำคัญมากๆ ในการสร้างเอนเกจกับคอนซูมเมอร์
- แบรนด์ต้องเข้าใจและพยายามใช้เทคโนโลยีมา สร้างความผูกพันระหว่างคนกับแบรนด์