ตั้งแต่ต้นปี 2567 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน หลายคนคงได้ผ่านตากับแคมเปญการตลาดใหม่ๆ ของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์ “มาม่า” ที่มีสไตล์การสื่อสารที่แตกต่างไปจากเดิม เริ่มต้นจากการใช้กลยุทธ์ Music Marketing ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุด “รักแรก” ที่เป็นการจับมือทำงานร่วมกับจีเอ็มเอ็มนำภาพยนตร์ “รักแรกโคตรลืมยาก” มาทำเป็น Side Story ที่เน้นการนำเสนอความเรียล ซึ่งได้ออนแอร์ไปเมื่อช่วงต้นปี ต่อเนื่องมาถึงการใช้กลยุทธ์ Presenter & Music Marketing โดยนำนักร้องสาวสวยยอดนิยมอย่าง “อิ้งค์ -วรันธร เปานิล” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับผลิตภัณฑ์ “มาม่า OK” และยังมีวงดนตรีสุดฮิตที่มีเสียงร้องและเสียงดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ อย่าง “Three Man Down” กับ “Tilly Birds” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับแบรนด์ “มาม่า” เพื่อเป็นการขยายฐานการตลาดให้กว้างขึ้น และปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัยเข้าถึงกลุ่ม Gen Z
ที่ผ่านมา “มาม่า” นับเป็นแบรนด์ที่สามารถปรับตัวและวิ่งทันตามเกมการแข่งขันของตลาดยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในฐานะผู้นำในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของคนไทยที่ยืนหยัดอยู่ในตลาดมาอย่างยาวนานกว่า 52 ปี ครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญด้านการสื่อสารที่สามารถสะกิดความคิด ทำให้ใครหลายคนหันกลับมามองในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

คุณเพชร พะเนียงเวทย์ กรรมการบริษัท และผู้อํานวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สหพัฒนพิบูล จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า โจทย์ใหญ่ของการสร้างแบรนด์มาม่าในวันนี้ คือการสร้างแนวทางการสื่อสารที่แตกต่างไปจากในอดีต เนื่องจากตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากในช่วง 50 กว่าปีที่ผ่านมา จากการมียี่ห้อใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนําเข้าจากต่างประเทศ ทำให้สินค้ามีราคาที่หลากหลายตั้งแต่ 7 - 10 บาท ขยับขึ้นไปเป็น 20 – 60 กว่าบาท ตอบสนองกับพฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยที่ชอบใช้จ่ายกับการซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกันมากขึ้น
“วันนี้เรายังพบว่าการตลาดยุคใหม่ยังมีความจําเป็นต้องใช้ KOL & Influencers เพราะส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z ที่เป็นกลุ่มที่ให้ความสนใจกับกลุ่มศิลปิน ดารา KOL & Influencers ต่างๆ เราจึงนำไอเดียนี้มาใช้กับแบรนด์ ซึ่งมาม่ามีผลิตภัณฑ์แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก คือแบบซอง 7-10 บาท แบบคัพ 14 บาท และมาม่า OK ราคา 15-20 บาท แม้ว่าผู้บริโภคจะให้ความสนใจกับการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนำเข้าราคาแพง แต่สุดท้ายก็จะกลับมาหาแบรนด์ที่คุ้นเคย เราจึงมองว่า จะทําอย่างไรให้ผู้บริโภคกลับมากินรสชาติหลัก ๆ ที่เป็น Core Flavor ของเราต่อไป เราจึงเปลี่ยนวิธีการสื่อสารจากที่เมื่อก่อนเน้นไปที่เรื่องของรสชาติ เปลี่ยนมาใช้ Music Marketing รวมถึงการสื่อสารผ่าน Out of Home Media อย่างบิลบอร์ด หรือการแร็ปและทำสื่อในขบวนรถไฟฟ้าสำหรับมาม่า OK"

คุณเพชร กล่าวเสริมว่า การใช้ อิ้งค์ – วรันธร เปานิล เป็นพรีเซ็นเตอร์ของมาม่า OK นอกจากจะเข้าถึงกลุ่ม Gen Z แล้ว ยังสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ลงลึกถึง Gen X รุ่นคุณพ่อคุณแม่ที่ไปดูคอนเสิร์ตกับลูก และผลจากการใช้สื่อบิลบอร์ดยังสามารถสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ทำให้บางกลุ่มคนเพิ่งรู้ว่า มาม่ามีแบรนด์มาม่า OK ด้วย ซึ่งกลยุทธ์การทำบิลบอร์ดเป็นเรื่องที่เคยทำมานานแล้ว แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป โดยมาม่าวางคอนเซ็ปต์การสื่อสารที่ชัดเจนว่า อิ้งค์ เท่ากับมาม่า OK เป็นการสื่อสารที่มีคนพูดถึงค่อนข้างมาก

“สำหรับการแร็ปขบวนรถไฟฟ้าบีทีเอส ถือว่าประสบความสําเร็จมาก เราแร็ปรถไฟฟ้า 2 ขบวน และสร้างมู้ด & โทนที่ชัดเจนไปจนถึงภายในขบวนรถ มีกิมมิกลูกเล่นต่างๆ ที่ทำร่วมกับอิ้งค์จนกลายเป็นไวรัลที่มีคนพูดถึง และทำให้รถไฟฟ้าทั้ง 2 ขบวนกลายเป็นแรร์ไอเทมที่ทุกคนตามหา จากเดิมที่เป็นแคมเปญ 3 เดือน เราต่อเฟส 2 อีก 6 เดือน นอกจากนี้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนได้จัดแคมเปญ “SkyTrain Music Fest” ครั้งแรกในเอเชียกับการจัด Music Fest ในขบวนรถไฟฟ้าบีทีเอส ถือเป็นสุดยอดความร่วมมือครั้งสำคัญของมาม่ากับเหล่าพันธมิตร เช่น VGI , BTS , Goodthings Happen เป็นต้น โดยที่ผู้ชมจะได้รับประสบการณ์สุดพิเศษไปด้วยกันกับศิลปินระดับ A-List เช่น อิ้งค์ – วรันธร, Nont Tanon, Jeff Satur, The Toy, 4EVE, Atlas และ BokyLion ซึ่งเป็นการทำงานที่มีความสนุกทั้งในส่วนของแบรนด์และศิลปินรวมถึงผู้บริโภค เป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่านี่คือเอนเกจเม้นต์ที่ดี”
อย่างไรก็ตาม ด้วยรูปแบบการสื่อสารที่เปลี่ยนไป คุณเพชร มั่นใจว่า วันนี้มาม่ากำลังใช้ภาษาเดียวกันกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย แม้อาจจะไม่ใช่ลูกค้ามาม่าทั่วประเทศแต่ก็เป็นกลุ่มที่มีความชอบเหมือนกัน รวมถึงทีมการตลาดของมาม่าในฐานะคนทำงานก็รู้สึกชื่นชอบ และมีความสนุกกับการวางแผนงานครั้งนี้
“วันนี้ที่สหพัฒน์มีคนทำงานหลากหลายเจนเนอเรชัน สำหรับผมถือว่าเป็นผู้บริหารเจนใหม่ และทีมงานของผมก็เป็นคนรุ่นใหม่มีทั้ง Gen Y และ Gen Z ผมจึงอยากสร้างบรรยากาศการทำงานที่เปิดกว้างทางความคิด เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงออกอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง สร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น เหมือนที่สหพัฒน์ให้โอกาสผมได้ทำในสิ่งที่ถูกที่ควร ผมจึงอยากเชิญชวนคนรุ่นใหม่ที่กำลังมองหาพื้นที่เพื่อแสดงความสามารถ ได้เข้ามาทำอะไรสนุกๆ ร่วมกัน ได้เติบโตไปพร้อมกัน สหพัฒน์แม้อาจจะไม่ใช่องค์กรที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด แต่สหพัฒน์เป็นพื้นที่ที่ให้โอกาสการเรียนรู้และท้าทายความสามารถที่ดีไม่น้อยไปกว่าองค์กรอื่นๆ เช่นกัน” คุณเพชร กล่าว