การเป็นแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูประดับตำนานที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 54 ปี ทำให้คนส่วนใหญ่เติบโตมากับแบรนด์มาม่า และกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนทุกเจนแล้วก็ไม่ผิดนัก ถ้าจะบอกว่า สิ่งที่ทำให้มาม่าอยู่ยืนยงยืนหนึ่งในใจ นอกจากการพัฒนาสินค้าตลอดเวลาแล้วยังมาจากการสร้างเกมใหม่อยู่ตลอดเวลา
อย่างในปีนี้เป็นปีที่แบรนด์มาม่าลุย Music Marketing เต็มสูบ ด้วยการเป็นสปอนเซอร์คอนเสิร์ตตลอดทั้งปี ซึ่งเหตุผลไม่ซับซ้อนเพราะคอนเสิร์ตกลายเป็นไลฟ์สไตล์หนึ่งของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของมาม่าอยู่แล้ว ซ้ำการโปรโมตคอนเสิร์ตในโลกโซเชียลยิ่งพาให้แบรนด์ใกล้ชิดกับผู้บริโภคยิ่งขึ้น
การสร้างแบรนด์ผ่านเสียงเพลงจึงเป็นอะไรที่มาม่าถนัด แต่อะไรที่ธรรมดาสามัญก็ไม่ใช่แนวของมาม่าเช่นกัน ล่าสุดมาม่าผุดโปรเจกต์พิเศษ "Sound of Flavors PIANO & I x MAMA" ที่สร้างมิติใหม่แห่งการสื่อสารทางการตลาด เพราะเป็นการหยิบ “เสียง” และ “รสชาติ” มาเชื่อมโยงกันเพื่อสร้าง Brand Experience แบบใหม่ให้ผู้บริโภค
คุณเพชร พะเนียงเวทย์ (หรือชื่อที่ทุกคนรู้จัก “คุณโจ”) กรรมการบริษัท และผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า Sound of Flavors PIANO & I x MAMA เกิดจากแบรนด์ “มาม่า” ร่วมทำโปรเจกต์กับ โต๋ - ศักดิ์สิทธิ์ ในฐานะผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ (Title Sponsor) ในคอนเสิร์ต PIANO & I ความถนัดทางด้านภาษาดนตรีของโต๋ - ศักดิ์สิทธิ์ เลยเป็นที่มาที่ทำให้เกิดไอเดียนี้ได้รับการสานต่ออย่างสมบูรณ์แบบ
โต๋ – ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร ยอมรับว่า Sound of Flavors PIANO & I x MAMA เป็นโปรเจกต์ที่น่าตื่นเต้นและใหม่ในชีวิตการทำงาน เพราะนอกจากเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนแล้วยังไม่เคยมีแบรนด์ไหนทำ กลายเป็นความท้าทายในการนำโจทย์ของสิ่งที่จับต้องไม่ได้ นั่นคือ “เสียง” และ “รสชาติ” โคจรมาพบกัน ในที่สุดเขาก็พบว่า Sound of Flavors PIANO & I x MAMA อธิบายทุกอย่างด้วยตัวของมันเอง
“หลายคนอาจคิดว่า การเชื่อมโยงเสียงและรสชาติมาไว้ด้วยกันเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ แต่ผมกลับคิดว่า 2 อย่างนี้ ไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่จับต้องได้เท่านั้น แต่ยังมีความสนิทแนบแน่น เพราะทั้ง 2 อย่างนี้ล้วนฝังลึกอยู่ในความทรงจำของทุกคน”
เมื่อผู้บริโภคได้ลิ้มรสมาม่าที่คุ้นเคยจะเกิดการ "Bring Back Memory" นำพาความทรงจำในวัยเด็กกลับมาเสียงเพลงก็มีพลังเช่นเดียวกัน การรวม 2 สิ่งนี้เข้าด้วยกันจึงเป็นการมอบ "ประสบการณ์" ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับมาม่า ซึ่งเป็นแบรนด์เขาเติบโตมา และอยู่ในทุกจังหวะของชีวิต

Sound of Flavors PIANO & I x MAMA ถูกออกแบบให้เป็นอัลบั้มพิเศษ เป็นการนำเพลงเก่ามาคัฟเวอร์ใหม่ ประกอบไปด้วย 4 บทเพลง 4 ศิลปิน ทำหน้าที่เป็นตัวแทนรสชาติต่างๆ ของมาม่าโดยเริ่มปล่อยซิงเกิ้ลแรกปลายเดือนตุลาคมในเพลง “นิดนึงพอ” ของแจ้ - ดนุพล แก้วกาญจน์ ซึ่งถูกนำมาร้องใหม่โดย อิงค์ - วรันธร เปานิล
โต๋ – ศักดิ์สิทธิ์ พูดถึงคอนเซ็ปต์เพลงนี้ว่า ตั้งใจที่จะนำเพลงที่อยู่ในใจอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปี มาพิสูจน์ว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานขนาดไหนก็ยังไพเราะอยู่เสมอ แม้จะร้องโดยศิลปินรุ่นใหม่ เทียบเคียงได้กับมาม่าหมูสับซึ่งเป็นรสชาติที่ทุกคนเติบโตมากับกลิ่นและรสชาตินี้มานาน จนเรียกได้ว่าอยู่ในทุกโมเมนต์ของชีวิต ไม่ว่าจะผิดหวังหรือสมหวัง
ซิงเกิลที่ 2 โดย…….ศิลปินคนเดิม เพิ่มเติมคือมาในเวอร์ชั่นเปียโน นอกจากเมโลดี้ ทิ้งท้ายไว้ให้ทายกันเล่นๆ ว่าจะเป็นศิลปินคนเดิมคนไหน ที่ให้ฟีลลิ่งความดุเดือดร้อนแรงเหมือนมาม่าต้มยำกุ้ง แล้วยังเป็นตัวแทนความแซ่บไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหน แต่ยังคงเป็นตำนานของเด็กแนว เช่นเดียวกับความแซ่บของมาม่าต้มยำกุ้งซึ่งเป็นรสชาติที่ทุกคนยังคงจำความสะใจของรสชาตินี้ได้
“ผมคิดว่าการนำเพลงเก่ากลับมาทำดนตรีใหม่อีกครั้ง เหมือนการส่งต่อโมเมนต์จากรุ่นสู่รุ่น ยิ่งมาม่าเป็นสินค้าประจำบ้านสำหรับคนทุกเจนด้วยแล้วเมื่อทุกคนได้ฟังเพลงย่อมทำให้เกิดบทสนทนาใหม่ๆ เชื่อมโยงกันภายในครอบครัว”

อย่างไรก็ดี คุณเพชร กล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่ได้จำกัดว่าเพลงไหนเป็นตัวแทนของมาม่ารสชาติอะไร แต่อยากเปิดโอกาสให้ทุกคนตีความด้วยตัวเอง เพราะเข้าใจว่าแต่ละคนมีจังหวะชีวิตและการ Bring Back Memory แตกต่างกันไป เช่นเดียวกับอีก 2 เพลงที่เหลือมีคอนเซ็ปต์เพลงให้ฟีลลิ่งของความสนุก สมหวัง และความอบอุ่น ซึ่งบางคนอาจตีความว่าเป็นมาม่าต้มยำกุ้ง หรือมาม่าโจ๊กคัพ หรือมาม่าข้าวต้มคัพ หรือรสชาติอื่นๆก็ได้
แต่ที่แน่ๆ ความพิเศษของโปรเจกต์ยังไม่หมดแค่นี้ เพราะจะมีการจัดทำแผ่นเสียงไวนิลลิมิเต็ด อิดิชั่น (Vinyl Limited) จำนวนจำกัดเพียง 500 แผ่น และตามสไตล์ของมาม่าแผ่นเสียงเหล่านี้ไม่ได้ผลิตมาเพื่อขาย แต่แจกฟรีเพื่อเป็นการขอบคุณผู้บริโภค ซึ่งเป็นแนวคิดที่แปลกใหม่และไม่ค่อยมีใครทำในยุคนี้
จากทุกองค์ประกอบที่กล่าวมาทั้งหมด น่าจะพอเห็นภาพการสร้างจักรวาลแบรนด์ Mama Universe เปิดมิติใหม่ของการสร้างความสัมพันธ์ทางอารมณ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคทุกเจนเนอเรชัน ซึ่งไม่เพียงแต่นำสินค้าเข้าไปอยู่ใน ทุกจังหวะของชีวิต แต่ยังลึกซึ้งไปถึงความทรงจำ และหัวใจผ่านเสียงเพลงแห่งกาลเวลา