ความน่าสนใจของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของบ้านเรา นอกจากการเป็นตลาดที่มีมูลค่าตลาดขยับสูงขึ้นไปอยู่ที่ 26,700 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตที่ 10.2% แล้ว สิ่งที่น่าสนใจก็คือการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเฉลี่ยต่อคนต่อปีของบ้านเรา ยังมีตัวเลขเพิ่มขึ้นจาก 53 ซองต่อคนต่อปี เป็น 55 ซองต่อคนต่อปี ติดอันดับ 9 ของโลกไปแล้วในปัจจุบัน
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือการเกิดและเติบโตเพิ่มขึ้นของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนำเข้า โดยเฉพาะบะหมี่จากเกาหลีที่สามารถเข้ามาวางขายได้ในราคาซองละ 30 – 40 บาท เป็นการทลายความเชื่อที่ว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต้องมีราคาที่เป็นแมสคือซองละ 5 – 6 บาท เพราะเป็นตัวเลขที่คนทั่วไปสามารถควักซื้อได้ง่าย
การเข้ามาทำตลาดอย่างเข้มข้นของบิบิโก รามยอน (bibigoRamyun)” บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพรีเมียมสไตล์เกาหลี คือภาพสะท้อนในเรื่องนี้ โดย มร.คิม ดงฮยอน ผู้จัดการส่วนการตลาด ซีเจ ฟู้ดส์ (ไทยแลนด์) บอกว่า ซีเจ ฟู้ดส์เจ้าของแบรนด์บิบิโก รามยอน มุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์พรีเมียมตามแบบฉบับเกาหลีแท้ๆ ให้กับลูกค้ามาโดยตลอด
ทำให้การเปิดตัวผลิตภัณฑ์บิบิโก รามยอนอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของซีเจ ฟู้ดส์ ที่เปิดตัวที่ประเทศไทยเป็นตลาดแรก เนื่องจากเล็งเห็นแนวโน้มการเติบโตของตลาดบะหมี่ในประเทศไทยที่มีมูลค่ากว่า 26.7 พันล้านบาท และมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วเฉลี่ยร้อยละ 10.7 ต่อปี มีสัดส่วนเป็นผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถึงร้อยละ 80.24 ในขณะที่ผู้บริโภคชาวไทยมีอัตราการบริโภคบะหมี่เฉลี่ยเป็นอันดับ 9 ของโลก อยู่ที่ประมาณ 55 ซองต่อปี

ผนวกกับกระแสความนิยมของ K-Culture อย่างศิลปินเคป๊อป (K-POP) และซีรีส์เกาหลี (K-Series) ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราตั้งใจนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงง่าย เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัส K-Culture ที่ชื่นชอบผ่านรสชาติเข้มข้นแบบเกาหลีแท้ๆ จากบิบิโก รามยอน
การเข้ามาทำตลาดของบิบิโก รามยอนนั้นจะใช้รูปแบบของการเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของคนไทย ผ่านการซึมซาบจากวัฒนธรรม เคป๊อป คุ้นเคยให้ใกล้ชิดกับคนไทยมากยิ่งขึ้นและเป็นประตูสู่วัฒนธรรมเกาหลีอื่นๆ เช่น วัฒนธรรมการรับประทานอาหารมื้อดึกหรือ 야식 (ยาชิก) ซึ่งเป็นโมเม้นต์ที่อาหารเกาหลีและซีรีส์เกาหลีมาบรรจบกัน นำมาสู่คอนเซ็ปต์ของการเปิดตัวบิบิโก รามยอน ในฐานะเพื่อนคู่ใจยามดึก เติมเต็มช่วงเวลาแห่งความสุขให้กับทุกคน รวมไปถึงการคอลแลบส์กับ “Wootteo (อูตอ)” คาแร็กเตอร์สุดน่ารักซึ่งออกแบบโดยศิลปินเคป๊อปคนดังระดับโลกผ่านดีไซน์แพ็กเกจจิง Special Edition ที่จะวางจำหน่ายที่ประเทศไทยเท่านั้น
แม้จะมีราคาขายที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์ไทย แต่การนำเสนอในเรื่องของวัฒนธรรมเคป๊อป และการมีรสชาตติที่แตกต่างที่มุ่งตอบโจทย์ประสบการณ์การบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในรูปแบบใหม่ๆ ให้คนไทย ทำให้น่าจะกลายเป็นอีกโอกาสทางการตลาดของผู้เล่นรายนี้ ซึ่งแน่นอนว่า จากการมีวอลุ่มการขายที่เติบโตเพิ่มขึ้น จึงน่าจะเป็นที่มาของการใช้งบในการทำตลาด หลังจากที่ก่อนหน้านั้น เราไม่ค่อยได้เห็นการทำตลาดของบะหมี่จากฝั่งเกาหลีในบ้านเราเท่าไรนัก
ในครั้งนี้ บิบิโก รามยอน รสต็อกบกกีเผ็ด และรสชีสต็อกบกกี วางจำหน่ายที่ 7-Eleven ในราคา 39 บาท สำหรับรามยอนซองเดี่ยว พิเศษสุดๆ เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น! กับแพ็กเกจจิง Special Edition bibigo meets Wootteo จะวางจำหน่ายเฉพาะที่ 7-Eleven ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 - เดือนมีนาคม 2568 เท่านั้น นอกจากนี้ บิบิโก รามยอน รสกิมจิ, รสไก่เกาหลี และรสไก่รมควันสไตล์เกาหลี จะวางจำหน่ายที่ Lotus’s ในราคา 39 บาท สำหรับรามยอนซองเดี่ยว และราคา 139 บาท สำหรับแบบแพ็ก (4 ซอง)

การเติบโตเพิ่มขึ้นของบะหมี่พรีเมียมนำเข้าจากเกาหลี กลายเป็นตัวช่วยเพิ่มโอกาสให้กับแบรนด์บะหมี่สัญชาติไทยอย่างมาม่า ซึ่งอย่างที่รู้กันว่าสินค้าประเภทบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นสินค้าควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ ทำให้การขยับขึ้นราคา ทำได้ค่อนข้างยาก ในช่วงที่ผ่านมา มาม่าแบรนด์ลีดเดอร์ในตลาดนี้ มีการขึ้นราคาไปทั้งหมด 2 ครั้งในรอบ 25 ปี ซึ่งปรับขึ้นครั้งละ 1 บาทเท่านั้น
แต่การเข้ามาเติบโตของบะหมี่นำเข้าจากเกาหลี ทำให้ถูกมองว่า คนไทยพร้อมที่จะจ่ายเพิ่มขึ้น เพื่อแลกกับประสบ การณ์การบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปใหม่ๆ และนั่นทำให้กลายเป็นโอกาสทางการตลาดที่มาม่าสามารถขยับตัวเองเข้าไปทำตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในราคาขายที่มากกว่าซองละ 5 – 6 บาท
มาม่ามีการปรับตัว ออกสินค้าใหม่ที่เรียกว่า MAMA Oriental Kitchen ลักษณะเส้นเหมือนของเกาหลี ขายในราคา 13 - 14 บาท แต่กลับขายไม่ได้ จึงต้องทำการรีแบรนด์ใหม่เรียกสั้นๆ ว่า OK พร้อมนำเสนอรสชาติใหม่ๆ ที่ไม่มีในตลาดบะหมี่แบบแมสเดิม จนสามารถผลักดันแบรนด์มาม่า โอเค ให้เติบโตได้เป็นอย่างดี พร้อมกับทำส่วนแบ่งตลาดได้กว่า 10%

มาม่า โอเค ขายในราคา 15 บาท แต่สิ่งที่ถูกเพิ่มเข้าไปคือเรื่องของการทำตลาดที่เจาะคนรุ่นใหม่โดยตรง ทั้งในแง่ของการใช้ออนไลน์เข้ามาเป็นตัวช่วยสร้างแบรนด์ การจับมือกับแบรนด์ดังใน Category อื่นๆ เพื่อทำ Collaboration Marketing อาทิ ล่าสุดจับมือ Netflix เพื่อต้อนรับการกลับมาของซีรีส์ระดับโลก “สควิดเกม เล่นลุ้นตาย (Squid Game) ซีซัน 2”
โดยเปิดตัวแคมเปญสุดพิเศษ “มาม่า OK x Netflix” มาพร้อมผลิตภัณฑ์ รสชาติใหม่ “Spicy Korean Squid Ink Flavour” ด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่นของซอสหมึกดำ ผสานความเผ็ดจัดจ้าน อร่อยสไตล์เกาหลี สะท้อนคาแรกเตอร์ลึกลับของซีรีส์ได้อย่างลงตัว มาพร้อมกับพรีเซนเตอร์ “Squid Ink” “อิ้งค์-วรันธร เปานิล” ที่จะถ่ายทอดให้ทุกคนได้เห็นลุคใหม่ความเป็นตัวตนของสินค้าผ่านสื่อ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น บิลบอร์ด วิดีโอออนไลน์ และ สื่อประชาสัมพันธ์ในร้านค้าทั่วประเทศ
มีการมองกันว่า มาม่า OK รสชาติใหม่อย่าง ‘Spicy Korean Squid Ink Flavour’ จะยิ่งเพิ่มความน่าสนใจให้กับคนดูไปอีก ขณะที่ซีรีส์ สควิดเกม เล่นลุ้นตาย (Squid Game) มีฐานแฟนคลับที่ชัดเจนโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ แคมเปญนี้จึงเป็นอีกโอกาสที่จะช่วยให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคใหม่ได้มากขึ้น โดยความพิเศษของแคมเปญนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดตัวรสชาติใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นการคอลลาบอเรชัน ที่ผสมผสานความทันสมัยและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่เข้ากับภาพลักษณ์ของมาม่า OK ได้อย่างลงตัว
ส่วนในอดีตที่ผ่านมา ก็มีการจับมือกับมันฝรั่งทอดกรอบเลย์ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่ถือเป็นการสร้างสีสันให้กับตลาดอย่างมากในช่วงเวลานั้น เป็นต้น
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นเรื่องของ Economy of Scale เนื่องจากเป็นสินค้าที่ค่อนข้างแมส และขายราคาต่อหน่วยไม่สูงนัก ทำให้ต้องมีการคอนโทรลในเรื่องของต้นทุน ตลอดจน การสร้างวอลุ่มการขายให้ได้ในระดับที่มากพอ
อย่างไรก็ตาม แม้ในปัจจุบันสัดส่วนของตลาด 70 – 80% ยังคงเป็นสินค้าในกลุ่มแมสที่ขายซองละ 6 บาท แต่การเติบโตเพิ่มขึ้นของบะหมี่พรีเมียม น่าจะน่านน้ำใหม่ และผู้เล่นในประเทศ กระโจนเข้ามาทำตลาดมากขึ้น โดยมีความท้าทายจากการเข้ามาทำตลาดของบะหมี่นำเข้าจากเกาหลีเป็นตัวกระตุ้น
ถือเป็นอีกสีสันของตลาดบะหมี่บ้านเรา....