การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมหรือการเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยี ล้วนผลักดันให้การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันต่างไปจากเดิม ในตลาดประกันชีวิตผู้ประกอบการต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ท้าทาย และหลักเกณฑ์ที่กำหนดให้ต้องมีเงินทุนขั้นต่ำจำนวนมาก ตลอดจนข้อจำกัดด้านกฎระเบียบอื่นๆ เพิ่มเติมส่งผลให้การดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

คุณไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI เผยถึงการสร้างความโดดเด่นฉบับไทยประกันชีวิต คือการดำเนินงานภายใต้แนวคิดการดูแลลูกค้าด้วยหัวใจ ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มากกว่าการประกันชีวิต คำนึงถึงประโยชน์ของลูกค้าเป็นหลัก ปรับ Mindset ของบุคลากรที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำให้มีจิตวิญญาณของการดูแลลูกค้าแบบ OMOTENASHI ลูกค้าจะได้รับการดูแลเสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว รวมถึงดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างผลกำไรอย่างยั่งยืน ด้วยการบริหารจัดการอย่างรอบคอบรัดกุม รวมถึงกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนอย่างระมัดระวัง เพื่อให้เกิดผลตอบแทนที่ยั่งยืน
จากการดำเนินงานที่ผ่านมาผลักดันให้ไทยประกันชีวิตได้รับรางวัลบริษัทประกันชีวิตที่มีการบริหารงานดีเด่นอันดับ 1 ประจำปี 2566 จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และทำกำไรสุทธิเติบโต 8.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YOY) (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2567) ซึ่งนับเป็นผลงานที่สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการของบริษัทได้เป็นอย่างดี
มากไปกว่านั้น เพื่อดูแลลูกค้าด้วยหัวใจ และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในลักษณะ Personalize ไทยประกันชีวิตจึงปรับตัวอย่างต่อเนื่องให้เท่าทันกระแสที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เช่น ในปัจจุบันที่ประเทศไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัล ทำให้ Business Landscape ของธุรกิจประกันชีวิตเปลี่ยน ความต้องการของลูกค้าเปลี่ยน ลูกค้ามีความคาดหวังมากขึ้น และยังต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นทั้งจากคู่แข่งในธุรกิจและนอกธุรกิจ
“ไทยประกันชีวิตจึงกำหนดเจตนารมณ์ทางธุรกิจ (Business Purpose) ที่มุ่งเป็นทุกคำตอบของการประกันชีวิตและการวางแผนการเงินส่วนบุคคล และ Brand Purpose ที่มุ่งเป็นแบรนด์ที่ได้รับความชื่นชอบและความไว้วางใจจากผู้บริโภค เราจึงไม่หยุดเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินงาน กำหนดกลยุทธ์สู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล หรือ Data Driven Organization นำข้อมูลมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานผ่านดิจิทัล รวมถึงเพิ่มความสามารถในการใช้ข้อมูล หรือ Data Capability นําข้อมูลที่สำคัญมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ สร้างคุณค่าให้เกิดกับทุก Stakeholders”

จาก Business Purpose และ Brand Purpose ข้างต้น ไทยประกันชีวิตอาศัยเทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูล ที่ไม่เฉพาะข้อมูลในลักษณะ Customer Insight แต่ยังรวมถึง Human Insight เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมตรงความต้องการของผู้บริโภคในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในทุกช่วงของชีวิต (Life Stage) ทุกจังหวะชีวิต (Life Event) และทุกรูปแบบการใช้ชีวิต (Lifestyle) และการนำเสนอบริการที่เข้าใจและเข้าถึงผู้บริโภคมากที่สุด
“เราพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคด้วยอัตราเบี้ยประกันภัยที่เหมาะสม อย่างปัจจุบันประเทศไทยก้าวสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ ฉะนั้นเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภค บริษัทมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ให้ความคุ้มครองชีวิต สุขภาพ และโรคร้ายแรง เช่น การขยายความคุ้มครองไปยังโรคสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้นและระยะปานกลางสำหรับสัญญาเพิ่มเติม “ไทยประกันชีวิต พร้อมเปย์ 108 โรคร้าย” เพื่อมุ่งเน้นการคุ้มครองโรคร้ายแรง และตอบรับสังคมสูงอายุในปัจจุบันนั่นเอง” คุณไชยกล่าวเพิ่มเติม
ในด้านการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย บริษัทได้พัฒนาประสิทธิภาพผ่านการเพิ่มเครือข่ายช่องทางจัดจำหน่ายสร้างพันธมิตรเพื่อขยายโอกาสทางการตลาด แต่ยังคงไว้ซึ่งช่องทางที่สำคัญ คือการจำหน่ายผ่านตัวแทนประกันชีวิต หรือ Life Partner ที่ปัจจุบันมีอยู่กว่า 42,000 รายทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดสำหรับช่องทางนี้ โดยบริษัทได้วางเป้าหมายยกระดับตัวแทนให้เป็นทุกคำตอบของประกันชีวิตและการวางแผนการเงินส่วนบุคคล หรือ Life Solutions Agent อีกด้วย


ขณะเดียวกันยังเสริมทัพด้านการบริการ ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในการทำธุรกรรมด้านประกันชีวิตด้วยตัวเองผ่านแอปพลิเคชันไทยประกันชีวิต ซึ่งลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ได้สะดวกขึ้นทุกที่และทุกเวลา ทั้งการชำระเบี้ยประกันภัยผ่านบัตรเครดิต หรือ QR Code หรือ Barcode, การหักชำระเบี้ยประกันภัยอัตโนมัติผ่านบัญชีธนาคาร Online Direct Debit (ODD) และขยายบริการให้สามารถตรวจสอบข้อมูลและชำระเบี้ยประกันภัยให้กับคนในครอบครัว, การค้นหาโรงพยาบาลคู่สัญญา หรือค้นหาตัวแทนประกันชีวิต, การปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine), การยื่นเคลมสินไหมสุขภาพ และการดูแลที่มากกว่า เช่น บริการ Vital Scan การเช็กสุขภาพเบื้องต้นผ่านการสแกนใบหน้าด้วยแอปฯ, การรับสิทธิพิเศษต่างๆ ผ่านไทยประกันชีวิต Privilege รวมไปถึงพัฒนาบริการในลักษณะ e-Service หลากหลาย อาทิ e-Policy หรือกรมธรรม์อิเล็กทรอนิกส์, e-Manual คู่มือผู้เอาประกันภัยอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Invoice การรับใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชัน เป็นต้น

เพื่อให้บุคลากรมีความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และปรับกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไทยประกันชีวิตให้ความสำคัญกับการปรับ Mindset ของคนในองค์กร ควบคู่กับการสร้างวัฒนธรรมการทำงานในรูปแบบ Agile Organization ปรับปรุงกระบวนการทำงาน โครงสร้างองค์กร และเพิ่มความเข้าใจในวิธีการทำงานแบบ Agile ให้แก่บุคลากร เพื่อผลลัพธ์ในภาพรวมการเป็นองค์กรที่พร้อมจะปรับตัวด้วยความคล่องแคล่ว ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง และก้าวข้ามทุกข้อจำกัด และเพิ่มศักยภาพบุคลากรผ่านการเสริมสร้างทักษะความรู้เดิม (Upskill) และเพิ่มเติมทักษะใหม่ (Reskill) ที่จำเป็นสำหรับการทำงาน โดยการพัฒนาความรู้และวิธีการทำงานแบบใหม่ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ เป้าหมายสำคัญของไทยประกันชีวิตคือการมุ่งมั่นสร้างการเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ด้วยการพัฒนาศักยภาพในทุกด้าน เพื่อส่งมอบคุณค่าให้กับทุก Stakeholders ทั้งลูกค้า ผู้ถือหุ้น พนักงาน คู่ค้า พันธมิตรธุรกิจ หน่วยงานกำกับดูแล และไม่ละเลยความสำคัญของการดูแลสังคม ผ่านการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างธุรกิจและสังคม โดยนำแนวทาง ESG มาผนวกเข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจครอบคลุมทั้งในมิติเศรษฐกิจ มิติสังคม มิติสิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล ถ่ายทอดผ่านการดำเนินธุรกิจด้วยการแสวงหากำไรที่เหมาะสม และแบ่งปันกำไรส่วนหนึ่งคืนกลับสู่สังคม เพื่อให้บริษัทและสังคมไทยเติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่กัน
ล่าสุด บริษัทได้รับเลือกให้เข้าอยู่ในทำเนียบของกลุ่มหลักทรัพย์ ESG 100 ประจำปี 2567 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากสถาบันไทยพัฒน์ และได้รับประเมินให้เป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีการกำกับดูแลกิจการอยู่ในระดับ 5 ดาว หรือ “ดีเลิศ” (Excellent CG Scoring) จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เช่นกัน
“ไทยประกันชีวิตเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกที่จัดทำแผนแม่บทความรับผิดชอบต่อสังคมเชิงกลยุทธ์โดยให้ความสำคัญทั้งในกระบวนการหลักทางธุรกิจ(CSR-In-Process) และในกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR-After-Process) ปัจจุบันได้ยกระดับสู่แผนแม่บทการพัฒนาที่ยั่งยืน อ้างอิงจากแผนแม่บทเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ตามแนวทางของ UN Global Compact”
ดำเนินงานภายใต้กรอบกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน (Sustainability Strategy) “TLI” ดังนี้

Trusted Partner ตอบโจทย์ทุกความไว้วางใจ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และการบริการอย่างเป็นระบบ ผ่านการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและกระบวนการทำงานเพื่อตอบความต้องการของลูกค้าด้วยประสิทธิภาพสูงสุด
Life Inclusion เชื่อมประสบการณ์สู่โอกาส พัฒนาแพลตฟอร์มที่รองรับความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ให้เข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการได้อย่างสะดวก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมอย่างยั่งยืน
Infinite World พร้อมส่งต่อโลกที่ดีกว่า บูรณาการกระบวนการดำเนินธุรกิจ ออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่คำนึงถึงการลดการใช้ทรัพยากรที่สิ้นเปลือง ใช้พลังงานสะอาด ตลอดจนพลังงานทดแทนที่เหมาะสม
คุณไชย ย้ำทิ้งท้ายว่า ไทยประกันชีวิตกำหนดวิสัยทัศน์ในการเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืนที่ส่งมอบคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสีย และได้กำหนด Business Purpose และ Brand Purpose ที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างการดำเนินการตาม Roadmap เพื่อให้บรรลุ Purpose ที่กำหนดไว้ ปัจจุบันเราอยู่ในช่วง Transforming Tomorrow การปรับกระบวนทัศน์ในการดำเนินธุรกิจทุกด้านตามที่กล่าวข้างต้น เพื่อเปลี่ยนผ่านและสร้างความพร้อมให้กับองค์กรในการก้าวสู่ช่วง Sustainable Tomorrow คือการก้าวสู่ความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป