บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ผู้ดำเนินธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร มีการลงทุนและร่วมลงทุนใน 17 ประเทศ พร้อมทั้งมีการค้าผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และอาหารมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ซีพีเอฟจึงเป็นบริษัทอาหารชั้นนำของประเทศไทยที่มีความโดดเด่นในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะความเป็น “องค์กรแห่งนวัตกรรมด้านอาหาร” ถือเป็นจุดแข็งสำคัญ และส่งผลให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ด้วยจุดเด่นในคุณภาพ รสชาติ และความสะดวกสบายในการบริโภค
ผลสำรวจวิจัย 2024-2025 Thailand's Most Admired Company ครั้งล่าสุดโดย BrandAge ยังปรากฏชื่อของบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร ในฐานะที่เป็นบริษัทที่มีคะแนนเป็นอันดับ 1 ถึง 2 ปัจจัยด้วยกัน ได้แก่ ความสามารถในการดำเนินธุรกิจ (Business Performance) และการบริการ (Excellence Service) ในกลุ่มธุรกิจอาหาร
ด้วยนโยบายและแนวคิดในการดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ “ครัวของโลกที่ยั่งยืน” ซีพีเอฟจึงมุ่งไปสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม โดยผนวกรวมเรื่องของเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และแนวคิดการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืนเข้าด้วยกัน โดยให้ความสำคัญในเรื่องการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหารใหม่ๆ เพื่อสร้างสุขภาพที่ดีต่อผู้บริโภคควบคู่กับความรับผิดชอบ ต่อสังคมและใส่ใจสิ่งแวดล้อม ด้วยกระบวนผลิตคุณภาพที่มีมาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย รสชาติอร่อย และมั่นใจว่าทุกคำที่รับประทานมีคุณค่าทางโภชนาการในราคาเหมาะสม จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ซีพีเอฟเป็นองค์กรและแบรนด์ที่ผู้บริโภคนึกถึงและให้การยอมรับมาโดยตลอด

คุณประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ กล่าวถึง องค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมา เป็นผลมาจากความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการยึดถือผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (Consumer Centric) จึงมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าต่างๆ ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และความสนใจที่เปลี่ยนไปค่อนข้างมากและหลากหลายยิ่งขึ้น บริษัทจึงขยายกลุ่มสินค้าให้กว้างมากขึ้น ทั้งในกลุ่ม Wellness หรือ Ready-to-eat เพื่อรองรับกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบของผู้บริโภคไปจนถึงการขยายธุรกิจไปสู่กลุ่มสินค้าใหม่ๆ อย่างเครื่องปรุง ซุป ซอส เครื่องดื่ม เป็นต้น
ซีพีเอฟให้ความสำคัญในเรื่องของการเพิ่มมูลค่าให้สินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถรับประทานอาหารตามปกติ แต่เน้นการเพิ่มเติมคุณค่า และประโยชน์ลงไปให้กับสินค้าที่ผู้บริโภคคุ้นเคย เช่น หมูชีวา ไก่เบญจา ที่มีโอเมก้า 3 หรือไก่ซีพี ที่ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยระดับอวกาศ แบบเดียวกับที่นักบินอวกาศได้รับประทาน
คุณประสิทธิ์ กล่าวว่า “ซีพีเอฟ มุ่งมั่นนำนวัตกรรมมาพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่ดีต่อกายและดีต่อใจ ด้วยแนวคิด Sustainovation เพื่อตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหารและการบริโภคอย่างยั่งยืน นอกจากนำเทคโนโลยีมาพัฒนาสินค้าให้ดีที่สุดส่งถึงผู้บริโภคแล้ว ยังมีการคิดค้นบรรจุภัณฑ์ให้มีความปลอดภัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมดูแลโลกของเราควบคู่ไปด้วย”
“ซีพีเอฟยังตระหนักถึงเรื่อง Thai Pride ไม่ใช่แค่ผู้ผลิตอาหารสัญชาติไทยที่ไปไกลระดับโลก แต่ภารกิจที่สำคัญอีกอย่าง คือการผลักดัน ส่งเสริม Soft Power ไทยให้มีโอกาสและประสบความสำเร็จไปด้วยกัน รวมถึงการวางแนวคิดเรื่องอาหารรักษ์โลก เพื่อผลักดันองค์กรให้มีการทำเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม เรามีแผนทำเรื่อง Net-Zero ที่ได้ SBTi รับรอง และยังผลิตอาหารโลว์คาร์บอนในหลากหลายกลุ่มสินค้าที่จะช่วยดูแลโลกใบนี้”
คุณประสิทธิ์ กล่าวเสริมถึงสถานการณ์โดยภาพรวมในเรื่องของความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด ในฐานะองค์กรที่เป็นผู้นำด้านธุรกิจอาหารจึงต้องมีแผนรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ หากมองในระดับตลาดโลก เรื่องของ Economic Inflation หรือภาวะเงินเฟ้อทั่วโลกยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยและบริโภค ทำให้บริษัทต้อง Challenge ในการทำการตลาดใหม่และการรุกตลาดมากขึ้น เช่น การรุกตลาดต่างประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย
“ในส่วนของการปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับกับความท้าทายใหม่ๆ ที่จะเข้ามา เรายังคงให้ความสำคัญกับ Consumer Insight มากที่สุด เรามีการปรับตัวโดยใช้นวัตกรรมทั้งในเรื่องการใช้ Platform, AI รวมถึงการทำเรื่อง Data Learning ต่างๆ และการทำการวิจัยเชิงลึก เพื่อหา Unmet Need และนำข้อมูลจากลูกค้ามาวิเคราะห์และพัฒนาแผนการตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าตัวจริง”
สำหรับแผนการบริหารงานในปัจจุบัน ทางบริษัทได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานทั้งในส่วนของแผนระยะสั้นและระยะยาว โดยถ้าเป็นระยะสั้นจะตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและเป็นไปได้ ส่วนแผนระยะยาวจะให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ผู้บริโภค และมีแผนสำรองสำหรับตั้งรับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอก
นอกจากนี้ ยังมีแนวทางการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และการสร้างทัศนคติเชิงบวกด้านงานบริการให้กับลูกค้า เพื่อให้พนักงานก้าวไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อการขับเคลื่อนให้ซีพีเอฟเป็นแบรนด์ที่มุ่งมั่น ตามแนวคิดที่ว่า ทำให้สำเร็จ ไม่ใช่แค่เสร็จ คือทำผลงานให้บรรลุเป้าหมายมากกว่าแค่ทำเสร็จ ควบคู่ไปกับการพัฒนาที่ต้องทำให้ดียิ่งขึ้น

โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ผู้บริโภคให้ความสนใจกับองค์กรและแบรนด์ที่มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจบนแนวคิดการสร้างความยั่งยืนและการมีธรรมาภิบาล สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ซีพีเอฟให้ความสำคัญกับแนวคิดภายใต้ “ปรัชญาสามประโยชน์” ของท่านประธาน ธนินท์ เจียรวนนท์ ที่ยังเป็นหลักสำคัญที่บริษัทยึดถือเสมอมา โดยมีสาระสำคัญที่ว่าด้วยเรื่อง การเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน และบริษัทเป็นลำดับสุดท้าย
คุณประสิทธิ์ ย้ำว่า ในฐานะผู้นำตลาดด้านธุรกิจอาหารยังคงต้องรักษาความเป็น Thailand’s Most Admired Company ไว้ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ถือเป็นเรื่องที่มีความท้าทายเป็นอย่างยิ่ง สิ่งสำคัญคือยังคงต้องแข่งขันกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อตอบรับกับโอกาสใหม่ๆ ที่จะเข้ามาอยู่เสมอ
“วันนี้ ซีพียังยืนหยัดในบทบาทครัวของโลก เราจึงมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐานคุณภาพสินค้า สร้าง Food Security ให้กับคนทั้งโลก และให้คนเข้าถึง Food Accessibility อาหารที่มีประโยชน์และได้คุณภาพ ในราคาที่เข้าถึงได้ ขณะเดียวกัน ซีพีมีห่วงโซ่คุณค่าที่กว้างใหญ่และมีพันธมิตรคู่ค้าทั่วโลก ซึ่งจะช่วยทั้งการ Synergy และการสร้าง Expansion ให้องค์กรและแบรนด์เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งต่อไป” คุณประสิทธิ์ กล่าว