ในโลกของธุรกิจ ปัจจุบันแนวคิดเกี่ยวกับความยั่งยืนได้กลายเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกองค์กรต้องคำนึงถึง และนับเป็นความท้าทายของแต่ละองค์กรที่ต้องเปลี่ยนแปลงแนวคิดไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมให้ได้
สำหรับกลุ่มบริษัท สิงห์ เอสเตท เรื่องความยั่งยืนไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำในการสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงเพื่ออนาคตที่ดีกว่า โดยตั้งแต่เริ่มต้นดำเนินธุรกิจ สิงห์ เอสเตทตั้งนโยบายเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ชัดเจน ซึ่งสืบเนื่องมาจากปรัชญาของบริษัทแม่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และนำมาปฏิบัติอย่างมีเป้าหมายและต่อเนื่องในทุกกลุ่มธุรกิจของสิงห์ เอสเตท ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่พักอาศัย ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า และนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้สิงห์ เอสเตท มีความโดดเด่นแตกต่างจากคู่แข่ง ก้าวขึ้นเป็นผู้นำที่ได้รับการยอมรับในวงการอสังหาริมทรัพย์ในด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และได้รับการโหวตให้ได้คะแนนสูงสุดในปัจจัย “ความรับผิดชอบต่อสังคม (Sustainable Development)” จากผลการวิจัย 2024-2025 Thailand’s Most Admired Company ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกครั้งหนึ่งเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน
แม้สิงห์ เอสเตท จะเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเข้าสู่ปีที่ 10 แต่ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและแนวทางการทำธุรกิจและการบริหารที่มุ่งเน้นความยั่งยืน ทำให้บริษัทสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง โดยไม่เพียงส่งมอบคุณค่าแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย แต่ยังมุ่งมั่นสร้างสรรค์สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างต่อเนื่อง
การสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เป็นหัวใจสำคัญในการส่งมอบคุณค่าอย่างแท้จริง เราพัฒนากลยุทธ์ที่ผสมผสานแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) อย่างจริงจัง เพื่อสร้างการเติบโตที่มีภูมิคุ้มกันในระยะยาว พร้อมส่งผลเชิงบวกต่อชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียในทุกระดับ โครงการด้านความยั่งยืนของกลุ่มบริษัทสิงห์ เอสเตท ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างขององค์กรที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม หากย้อนดูโครงการที่ผ่านมาจะพบว่า มีหลายโครงการที่โดดเด่นและน่าสนใจ โดยคุณฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เผยถึงข้อมูลโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น

•สร้างสังคมคุณภาพผ่าน S Community หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของกลุ่มบริษัท สิงห์ เอสเตท คือการพัฒนาสังคมที่มีคุณภาพในพื้นที่ที่เราดำเนินโครงการอาคารสำนักงาน S-OASIS, SINGHA COMPLEX และ SUNTOWERS ที่มุ่งส่งเสริมการพัฒนาชุมชนในทุกมิติ
- สนับสนุนอาชีพและรายได้ ส่งเสริมอาชีพให้แก่ชุมชน เช่น การสนับสนุนแม่ค้าท้องถิ่น ผ่านโครงการตลาดนัดที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการในชุมชนมีรายได้และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รวมถึงการสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษาที่อยู่ใกล้เคียง
- สร้างพื้นที่สีเขียวเพื่อชุมชน ที่โครงการ S-OASIS และ SINGHA COMPLEX โดยพัฒนาพื้นที่สีเขียวรวมกว่า 4,200 ตารางเมตร เพื่อให้เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน ช่วยฟื้นฟูสุขภาพกายและใจ พร้อมส่งเสริม ซึ่งเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ เพื่อใช้เป็นจุดพักผ่อนหย่อนใจและสร้างบรรยากาศที่ดีแก่ชุมชน แนวคิดนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของบริษัทฯ ในการเชื่อมโยงพื้นที่กับชุมชนโดยรอบ และกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับอาคารในเมืองใหญ่โดยพื้นที่ดังกล่าวยังส่งเสริมให้พนักงานและผู้ใช้อาคารสามารถผ่อนคลายจากการทำงาน รวมถึงใช้สำหรับทำกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกัน ซึ่งเป็นการพัฒนาที่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพชีวิตและสุขภาพของคนเมืองอย่างแท้จริง

• เชื่อมโยงความหลากหลายทางชีวภาพกับชีวิตชุมชน ใช้พื้นที่ธรรมชาติเป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาสและความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพผ่านโครงการต่างๆ เช่น
- สนับสนุนและดูแลการฟื้นฟูป่าชายเลนในพื้นที่โละบาเกา เกาะพีพี ครอบคลุมพื้นที่ 192,000 ตารางเมตร โดย 70.18% กำหนดเป็นพื้นที่อนุรักษ์ เพื่อคงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศของชุมชนไว้และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
- โครงการ Nature Trail เปิดเส้นทางศึกษาธรรมชาติ 3 แห่ง ได้แก่ โรงแรมสันติบุรี เกาะสมุย, โรงแรมทราย พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ และร่วมทำกับบริษัทบุญรอดที่สิงห์ปาร์ค เชียงราย เพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพและเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
- โครงการ CROSSROADS Maldives ร่วมกับกระทรวงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของมัลดีฟส์ ฟื้นฟูแนวปะการังบนพื้นที่กว่า 3.15 ตารางกิโลเมตร ในการช่วยสร้างสมดุลระบบนิเวศ

- การศึกษาเพื่อความยั่งยืน ส่งเสริมความเข้าใจคุณค่าทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว เยาวชน พนักงาน และประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง ผ่านโครงการ Sea You Tomorrow Camp และ Marine Discovery Center (MDC) โดยตั้งอยู่ในพื้นที่ โครงการของสิงห์ เอสเตททั้ง 2 ที่ ได้แก่ โรงแรมทราย พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ จังหวัดกระบี่ ในปี 2566 และ CROSSROADS Maldives รวมในปี 2566 มีผู้เข้าเยี่ยมชมรวมกว่า 20,273 คน
- โครงการ SOS (Save Our Sharks) รณรงค์สร้างความเข้าใจถึงบทบาทฉลามที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศและการปกป้องสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร
- โครงการปลูกป่าด้วยปลายนิ้ว ปัจจุบันฟื้นฟูป่ากว่า 208,000 ตารางเมตร จากเป้าหมาย 1,000,000 ตารางเมตร ภายในปี 2568 โดยให้ชุมชนมีบทบาทสำคัญในการดูแลพื้นที่ป่า โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ใกล้พื้นที่ของโครงการ
• การสนับสนุนชุมชนผ่านการจ้างงาน ในทุกโครงการของสิงห์ เอสเตท มีการจัดจ้างแรงงานในท้องถิ่นและ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างธุรกิจในพื้นที่ เพื่อลดการพึ่งพาจากภายนอก และสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระดับท้องถิ่น
• สร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนด้วย S Together Supply Chain เป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่สะท้อนความมุ่งมั่นของสิงห์ เอสเตทในการสร้างสังคมที่ยั่งยืน เราสนับสนุนให้ทุกส่วนในห่วงโซ่อุปทานมีบทบาทในการร่วมสร้างผลกระทบเชิงบวกแก่สังคม เช่น การสนับสนุนผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ในท้องถิ่นที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
• โครงการสนับสนุนสังคม เช่น สนับสนุนสิงห์ปาร์ค เชียงราย ในโครงการช่วยเหลือภัยพิบัติธรรมชาติที่เชียงราย พร้อมจัดกิจกรรมที่สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในพื้นที่โดยรอบ นอกจากนี้ยังสนับสนุนการศึกษาในพื้นที่ห่างไกล มอบทุนการศึกษาให้กับโรงเรียนภูเขาทอง เกาะสมุย เพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เยาวชนในพื้นที่ที่ขาดแคลน
“เราไม่สามารถเติบโตได้เพียงลำพัง เราจึงต้องสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่งร่วมกับพันธมิตรและชุมชน” คุณฐิติมาได้เน้นถึงความสำคัญของการสร้างการมีส่วนร่วมในชุมชน ตั้งแต่ธุรกิจท้องถิ่นไปจนถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ เป้าหมายคือการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนที่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย
ด้าน Green Construction เพื่อการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สิงห์ เอสเตทได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่าย Circular Economy in Construction Industry (CECI) ยกระดับการก่อสร้างให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนรอบข้างมากขึ้น ลดการกำจัดของเสียแบบฝังกลบ ตัวอย่างโครงการ ศิรนินทร์ เรสซิเดนเซส พัฒนาการ สามารถลดขยะก่อสร้างได้ถึง 49,047 กิโลกรัม และรีไซเคิลของเสียมาใช้เป็นวัสดุก่อสร้างใหม่ โดยนำเศษหัวเสาเข็มที่เหลือจากการก่อสร้างโครงการของบริษัทกว่า 1,232 ตัน ตั้งแต่ปี 2564 -2565 ที่นำมารีไซเคิล และโรงแรมในเครือได้มีโครงการ Zero-waste to Landfill และ Zero-waste to Ocean ที่เน้นการจัดการขยะอย่างเป็นระบบอย่างยั่งยืนและที่สำคัญสิงห์ เอสเตทได้กำหนดเป้าหมายสู่การเป็นองค์กรที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2573

จากโครงการทั้งหมดที่กลุ่มบริษัท สิงห์ เอสเตททำส่งผลให้ได้รับรางวัลด้านความยั่งยืนหลากหลายรางวัล เช่น Green Globe™ Certificate โรงแรม 6 แห่ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ, รางวัล Thailand Energy Award 2023 ในฐานะอาคารต้นแบบด้านอนุรักษ์พลังงาน, รางวัลอาคารต้นแบบด้านความปลอดภัย ประจำปี 2566 หรือ BSA Building Safety Awards 2023 ในระดับ Gold และระดับ Bronze รางวัลอาคารที่มีการบริหารงานเพื่อความยั่งยืน หรือ TFMA Sustainable Management Building Awards 2023, อาคาร S-OASIS ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลก LEED Gold Version 4 Certification 2023 เป็นต้น
การดำเนินการของกลุ่มบริษัท สิงห์ เอสเตท ไม่เพียงแค่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังคำนึงถึงเรื่องของสภาพแวดล้อม ชุมชนรอบข้าง เพื่อส่งมอบคุณค่าแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายอย่างยั่งยืน คุณฐิติมา เผยว่า “เราเชื่อว่าความยั่งยืนไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นการกระทำตั้งแต่แนวคิด จนส่งมาให้เห็นผลจริงในปัจจุบันและในทุกโครงการของเรา”
สำหรับการปรับตัวของสิงห์ เอสเตทเพื่อให้องค์กรขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืนและครอบคลุมทุกด้าน สอดคล้องกับแนวโน้มตลาดที่ให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืน คุณฐิติมา กล่าวพร้อมกับแนะนำแนวทางในการลดการปล่อยคาร์บอนของสิงห์ เอสเตทผ่านหลายโครงการ ทั้งการติดตั้งโซล่าร์รูฟ ระบบกักเก็บพลังงานในโครงการอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท รวมถึงการส่งเสริมการใช้ EV Chargers เพื่อสนับสนุนพลังงานสะอาดในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ สิงห์ เอสเตทยังได้พัฒนาธุรกิจใหม่ภายใต้ชื่อ S.IF เช่น โครงการสร้างพลังงานสะอาด (Green Power Plant) สำหรับขายให้กับชุมชนและบริษัทต่างๆ ที่มองเห็นโอกาสนี้เช่นเดียวกัน

ส่วนด้านการออกแบบพื้นที่กลุ่มบริษัท สิงห์ เอสเตท ไม่เพียงลดการใช้พลังงาน แต่ยังคำนึงถึงการออกแบบพื้นที่ที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดี เพราะ คุณฐิติมา เชื่อว่า “เราไม่ได้แค่สร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ แต่เรากำลังสร้าง Well Being ให้กับสังคม ชุมชน” เช่น อาคารสำนักงาน S-OASIS ที่สามารถใช้ชีวิตได้ทั้งกลางวันและกลางคืน อีกทั้งมีการนำเทคโนโลยี IoT และ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพลังงาน น้ำ และขยะ หรือบ้านในโครงการที่พักอาศัยที่สามารถส่งต่อรุ่นต่อรุ่นได้ ออกแบบด้วยแนวคิด Craft To Last โดยใช้วัสดุคุณภาพ และการออกแบบที่รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
“ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง ความยั่งยืนได้กลายเป็นจุดขายที่สำคัญ การมีนโยบายด้านความยั่งยืนไม่เพียงแต่สร้างความแตกต่างให้กับสิงห์ เอสเตท แต่ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรในระยะยาว” คุณฐิติมากล่าวถึงการเสริมภาพลักษณ์ที่มั่นคงของกลุ่มบริษัท สิงห์ เอสเตท ในฐานะองค์กรที่มีจริยธรรมและโปร่งใส
สุดท้ายสิ่งที่กลุ่มบริษัท สิงห์ เอสเตท ได้ลงมือทำจากวันนั้นถึงวันนี้ ไม่เพียงแค่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร ทำให้กลุ่มบริษัท สิงห์ เอสเตท สามารถสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการอสังหาริมทรัพย์ และยืนหยัดในฐานะผู้นำที่พร้อมสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน