การออกมาประกาศเดินหน้ารีโนเวท 4 ศูนย์การค้าของ บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเซ็นทรัลพัฒนา บอกว่าจะเป็นการพลิกโฉมครั้งใหญ่แบบ Total Transformation กับ 4 ศูนย์การค้าในเครือ คือเซ็นทรัล บางนา เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ และเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ผ่านงานแถลงข่าวของบริษัทเมื่อเร็วๆ นี้ ถือเป็นอีกความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจไม่น้อย
โดยเฉพาะกับการปรับโฉมครั้งใหญ่ของ 4 ศูนย์การค้าที่กล่าวมาข้างต้น นับเป็นการปรับโฉมครั้งสำคัญเพื่อให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดค้าปลีกของบ้านเรา ที่การรีโนเวทใหญ่ครั้งนี้ นอกจากแลนด์สเคปใหม่ของเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว แรงผลักดันสำคัญอีกอย่างจะมาจากการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ ตลอดจนการเกิดขึ้นของงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ ที่เรียกร้องการช้อปปิ้งที่ไม่แตกต่างหรือมีแบรนด์สินค้าและบริการในระดับที่ใกล้เคียงกับศูนย์การค้าใหญ่ในเมือง ซึ่งศูนย์การค้าของเซ็นทรัลพัฒนา หลายศูนย์มีการเปิดให้บริการมานาน
ทั้งหมดนั้น คือการปรับโฉมครั้งใหญ่ แต่ในรายละเอียดของการบริหารพื้นที่ขายในศูนย์การค้านั้น ปัจจุบัน ทั้งผู้เช่าและเจ้าของพื้นที่ ส่วนใหญ่จะทำสัญญาในการเช่าพื้นที่ที่ไม่เกิน 3 ปี
ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ทำไมสัญญาของผู้พัฒนาพื้นที่ค้าปลีกอย่างเซ็นทรัลพัฒนา เจ้าของแบรนด์ศูนย์การค้าชื่อดังอย่างเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัล เฟสติวัล และอีกหลายแบรนด์กับคู่ค้าทั้งที่เป็นแบรนด์ระดับโลกและแบรนด์ไทย ถึงต้องมีระยะเวลาของสัญญาส่วนใหญอยู่ที่ 3 ปี ซึ่งจะต่อหรือไม่ต่อขึ้นอยู่กับทั้งเจ้าของศูนย์และแบรนด์คู่ค้า

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา เคยให้ความเห็นถึงเรื่องนี้ว่า ระยะเวลา 3 ปี ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากการทำศูนย์การค้าในปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนค่อนช้างเร็ว ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนตามไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค
ทำให้การปรับโฉมหรือรีโนเวทศูนย์การค้าแต่ละแห่งใช้ระยะเวลาที่สั้นลง มีบางแห่งที่ใช้เวลาไม่เกิน 3 ปี ซึ่งจะแตกต่างจากการทำศูนย์การค้าในอดีตที่กว่าจะรีโนเวทหรือปรับโฉมจะใช้เวลานานกว่านั้น
ประกอบกับตัวพาร์ทเนอร์ที่เป็นแบรนด์ผู้เช่าพื้นที่เองก็มีการปรับในเรื่องของการทำสโตร์ของตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อนำเสนอคอนเซ็ปต์ใหม่ๆ ที่สามารถเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์หรือความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าได้
“ศูนย์การค้าต้องปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ซึ่งการปรับเปลี่ยนทุกๆ 3 ปี รวมถึงการดูว่าจะปรับ Positioning ของศูนย์ให้ออกมาอย่างไร โดยพยายามที่จะหาแบรนด์ใหม่ๆ ที่อยู่ในกระแสเข้ามาเปิดในศูนย์เพื่อเป็นแม่เหล็กในการดึงคน อย่างเซ็นทรัลเวิลด์ที่มี Positioning ชัดเจนในการเป็น The Real Global Landmark ของประเทศไทยนั้น จะมีการเติมแบรนด์ระดับโลกใหม่ๆ เข้ามาเปิดในศูนย์ถึง 10 แบรนด์ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้”

ที่ผ่านมา เซ็นทรัลเวิลด์ เป็นจุดเริ่มต้นของหลายแบรนด์ดังที่เปิดสาขาแรกในไทย และตอนนี้ได้ขยายสาขาไปทั่วประเทศกับเซ็นทรัลพัฒนาด้วย Ecosystem ที่แข็งแกร่ง รวมทั้งแบรนด์ทั่วโลกที่เปิดสาขาแรกในไทยที่เซ็นทรัลเวิลด์ อาทิ Uniqlo, Haidilao, Tsuta, Saemauel Sikdang, Sushiro, Kam Roast, Shake Shack, Mak’s noodle, Yakiniku Like Flagship Store, Canton Paradise, Nitori, Lululemon, On-running, HOKA, Marimekko, Kate Spade, Marc Jacobs, MLB, Pandora, H&M Home เป็นต้น
ขณะที่แบรนด์ชื่อดังระดับโลกหลายๆ แบรนด์เองก็มีการพัฒนาคอนเซ็ปต์สโตร์ใหม่ๆ รวมถึงรูปแบบของการพัฒนาแฟลกชิพสโตร์ของตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้กับลูกค้าอยู่ตลอดเวลา นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้องมีการปรับโฉม หรือปรับพื้นที่ในศูนย์การค้า เพื่อให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ประกอบกับตัวลูกค้าเองก็มีการยกระดับไลฟ์สไตล์ในการช้อปปิ้ง และการใช้ชีวิตของตัวเองแบบไม่หยุดนิ่ง ทำให้ผู้ประกอบการศูนย์การค้าต้องพยายามหาสิ่งใหม่ๆ เข้ามานำเสนอให้กับลูกค้า
เช่นเดียวกับเรื่องของความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของเมือง โดยเฉพาะกับการเกิดเส้นทางคมนาคม รวมถึงระบบขนส่งสาธารณะ และชุมชนใหม่ๆ ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนตัวเองตามความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วย
ทำให้เราได้เห็นการปรับโฉมของศูนย์การค้าและร้านค้าปลีกในศูนย์ในระยะเวลาที่สั้นลง ทั้งการปรับโฉมครั้งใหญ่ หรือเมเจอร์ รีโนเวท และการปรับย่อยที่เป็นไมเนอร์ รีโนเวท

เมื่อมองมาที่การทำศูนย์การค้าของเซ็นทรัลพัฒนา ซึ่งเป็นผู้พัฒนาศูนย์การค้ารายใหญ่ของบ้านเราที่มีจำนวนศูนย์การค้าขนาดใหญ่อยู่ในมือถึง 39 ศูนย์กระจายอยู่ในประเทศ และต่างประเทศอีก 1 ศูนย์คือที่มาเลเซีย การมีศูนย์การค้าหลายแห่งนั้น ทำให้เซ็นทรัลพัฒนาเอง มีการเลือกวาง Positioning ของศูนย์แต่ละแห่งแตกต่างกันออกไปตามแต่ละโลเคชั่น แต่สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญก็คือการเลือกใช้อีเวนท์ที่เป็นเสมือนคอนเทนต์ที่เชื่อมโยงไปสู่การสร้าง Emotional Connection หรือจุดเชื่อมโยงด้านอารมณ์ระหว่างศูนย์การค้ากับลูกค้า โดยเฉพาะการทำอีเวนท์ที่เป็นการสร้าง Immersive Experience เพื่อดึงลูกค้าเข้ามาร่วมในอีเวนท์ที่จัดขึ้น
ดร.ณัฐกิตติ์ บอกอีกว่า หัวใจสำคัญของการทำศูนย์การค้าอีกอย่างก็คือต้องมี Ecosystem ที่แข็งแกร่งเพื่อสร้างการเติบโตให้ไปในทิศทางเดียวกัน โดยเซ็นทรัลพัฒนามีทีมที่พร้อมทำงานร่วมกันในโมเดล Tenant Centric พร้อมนำเสนอ Solutions ครบวงจร ที่สนับสนุนการดำเนินงานของร้านค้า ทั้งการ Drive Sale, Drive Traffic, Drive Shopper Engagement ด้วยเครื่องมือ CRM เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพใช้จ่ายได้อย่างตรง Target ตรง Lifestyles
ทั้งหมดนั้นเป็นคำตอบว่า ทำไมวงรอบของการปรับโฉมของศูนย์การค้าในบ้านเราถึงมีระยะเวลาที่สั้นลงจากอดีตค่อนข้างมาก....