“ในปีที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่เดอะพิซซ่า คอมปะนี ประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจค่อนข้างดี เพราะขณะที่ตลาดร้านอาหารในภาพรวมต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งเรื่องของการมีคู่แข่งหน้าใหม่ๆ เข้ามาร่วมแข่งขัน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกค้า และกำลังซื้อที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว จนทำให้ตลาดมีการเติบโตแบบติดลบ แต่เดอะพิซซ่า คอมปะนีก็สามารถทำตัวเลขผลประกอบการออกมาเป็นบวก โดยมีตัวเลขยอดขายเพิ่มขึ้นในภาพรวมที่ 5% การเติบของยอดขายจากสาขาเดิมเพิ่มขึ้น 1% ขณะที่มีจำนวนลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นถึง 10%”
นั่นคือคำกล่าวของ อนุพนธ์ นิธิยานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการบริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยเขาบอกว่า การเติบโตมาจากการทำตลาดเชิงรุก ที่นอกจากการออกเมนูใหม่ๆ เพื่อเข้ามาเจาะกลุ่มลูกค้าฉายเดี่ยว หรือ Solo Customer ที่กำลังมีเทรนด์การเติบโตที่น่าสนใจ ตามไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกับเมนูพิซซ่า “BiTE” ในราคา 129 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่เข้าถึงได้ง่ายแล้ว ยังมีเรื่องของการปรับรูปแบบการทำตลาด โดยวางตัวเองให้เป็นร้านอาหารตะวันตก หรือ Western Restaurant ที่เป็นมากกว่าแค่ร้านพิซซ่าเหมือนที่ผ่านมา โดยมีการชูสินค้าที่เป็น Sub Category อย่างพาสต้า สเต๊ก และสลัด ให้ขึ้นเป็นเมนูที่สำคัญ จากเดิมที่เมื่อลูกค้าเดินเข้าร้านก็จะนึกถึงแค่พิซซ่า ทำให้สามารถเพิ่มโอกาสในการขายได้หลากหลายมากขึ้น
การเพิ่มเมนูเหล่านี้เข้ามาทำให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น และยังรองรับลูกค้ากลุ่มใหม่อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการดีไซน์ร้านที่ทำให้ผู้บริโภคเห็นแล้วไม่ได้คิดถึงพิซซ่าแค่อย่างเดียว โดยการรีโนเวทให้เป็นสไตล์โมเดิร์น และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ความต้องการของลูกค้าหน้าใหม่ๆ ที่มองหาร้านอาหารสไตล์ตะวันตก

ปัทม์ พงษ์วิทยาพิพัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เสริมถึงเรื่องนี้ว่า การรุกตลาดในรูปแบบที่ว่านี้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เข้ามาช่วยผลักดันให้ยอดขายมีการเติบโต รวมถึงช่วยทำให้แบรนด์เดอะพิซซ่า สามารถเข้าถึงลูกค้าหน้าใหม่ๆ จนทำให้ตัวเลขคนใช้บริการใหม่ๆ มีเพิ่มขึ้นถึง 10% ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงทั้งจากร้านอาหารในกลุ่ม QSR และร้านอาหารประเภทใหม่ๆ โดยเฉพาะร้านอาหารสตรีท ฟู้ด ที่สามารถยกระดับการทำตลาดขึ้นมาในค่อนข้างดีในช่วงหลังมานี้
ปัทม์ บอกอีกว่า การหันมาให้น้ำหนักกับการทำตลาดในเมนูที่เป็น Sub Category มากขึ้นนั้นเป็นเสมือนการขยายน่านน้ำการทำตลาดให้ออกไปสู่พื้นที่ที่กว้างกว่าเดิม นั่นหมายถึงโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ก็มีมากขึ้นตามไปด้วย

ขณะที่ความหลากหลายของการนำเสนอยังช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้ามาใช้บริการให้มีความถี่มากขึ้น โดยในปีที่ ผ่านมา ความถี่ในการใช้บริการต่อเดือนมีตัวเลขเพิ่มขึ้นจาก 2.5 ครั้ง เป็น 3.5 ครั้ง โดยมีตัวเลขการใช้จ่ายต่อบิลอยู่ที่ 550 บาท
อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่เพิ่มขึ้นนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาช่วยสนับสนุน อาทิ การเลือกใช้พรีเซ็นเตอร์อย่างพีพี - บิวกิ้น ในปีที่แล้ว เพื่อขยายฐานแบรนด์เข้าหาคนรุ่นใหม่ๆ การรีโนเวทร้านให้ดูมีความโมเดิร์น และมีภาพของความเป็นร้านอาหารสไตล์ตะวันตก รวมถึงการทำโปรโมชัน 1 แถม 1 ที่ถือเป็นซิกเนเจอร์ โปรโมชันที่จัดขึ้นทุกปี ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม ซึ่งถือเป็นการช่วยเพิ่มแวลู่ให้กับตัวสินค้าได้ค่อนข้างดี ทำให้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นการซื้อ และช่วยเพิ่มยอดขายได้ค่อนข้างมาก โดยโปรโมชัน 1 แถม 1 นี้ เป็นตัวช่วยชั้นดีในการเพิ่ม Occasion ในการซื้อผ่านช่องทางเดลิเวอรี่ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนถึง 50% โดยอีก 30% จะเป็นการนั่งทานในร้าน และ 20% เป็นสัดส่วนการขายผ่านการซื้อกลับบ้านหรือเทกโฮม
“ในปีนี้ เรายังคงต่อเนื่องการรุกตลาดด้วยกลยุทธ์ที่ช่วยทำให้ประสบความสำเร็จในปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเมนูใหม่ๆ เข้ามาเพื่อเจาะคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะลูกค้าที่มาทานคนเดียว การจัดโปรโมชัน 1 แถม 1 และการขยายสาขาเพิ่มขึ้นอีก 20 สาขา เพื่อเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น”
การจัดแคมเปญ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี 1 แถม 1 พร้อมบวก” (Buy One Get One) ทุกหน้า ทุกขอบ ทุกช่องทาง ซื้อพิซซ่า 1 แถม 1 นั้น จะมีการเพิ่มแวลู่หรือความคุ้มค่าเข้าไป เพื่อรับกับพฤติกรรมของลูกค้าที่มองหาความคุ้มค่า โดยมีราคาเริ่มต้นเพียง 279 บาท ภายใต้แนวคิด "พร้อมบวก" ที่สื่อถึงความพร้อมในการมอบสิทธิประโยชน์แบบจัดเต็มให้ลูกค้า เริ่มต้นด้วยฟรีค่าส่ง ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ –12 มีนาคม 68 ต่อด้วยปีกไก่ 1 แถม 1 ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม –31 มีนาคม 68 และต่อสุดท้ายกลับมาอีกครั้งกับฟรีค่าส่งและพิเศษเฉพาะสมาชิก เดอะ พิซซ่า คอมปะนี รีวอร์ด รับเพิ่มคูปองดิจิทัลส่วนลด มูลค่า 100 บาท จำนวน 5 ใบ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – วันที่ 20 เมษายน 68 นอกจากโปรโมชั่นที่กล่าวมาข้างต้น รวมถึงงบประมาณการใช้สื่อในปีนี้คาดว่าแคมเปญ “1 แถม 1” จะช่วยผลักดันยอดขายทั่วประเทศให้เติบโตขึ้น
ส่วนการขยายสาขาเพิ่มขึ้นนั้น มีแผนที่จะใช้งบ 200 ล้านบาท ขยายเพิ่มอีก 20 สาขา ซึ่งถือเป็นการลงทุนขยายสาขาที่มากกว่าปกติที่จะขยายสาขาเพิ่มประมาณ 10 สาขาต่อปี โดยหนึ่งในสาขาที่จะเปิดเพิ่มคือสาขาแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นสาขาในจังหวัดที่ 77 ของประเทศที่เดอะพิซซ่า คอมปะนีขยายเข้าไปเปิด

ปัทม์ บอกว่า ปัจจุบันเดอะพิซซ่า คอมปะนีมีสาขารวมกันทั้งหมด 430 สาขา ในจำนวนนั้นเป็นสาขาในรูปแบบเดลโก ที่ทำตลาดเดลิเวอรี่และเทกโฮมเป็นหลัก การขยายสาขาส่วนหนึ่งจะเป็นการขยายเข้าไปในอำเภอรอง หลังจากที่มีสาขาในอำเภอเมืองครบทุกจังหวัดแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการใช้งบอีก 100 ล้านบาท เพื่อรีโนเวทสาขาเดิมให้มีความทันสมัย และมีภาพของการเป็นร้าน อาหารสไตล์ตะวันตกที่เข้าถึงได้ง่าย เขาบอกว่า หลายสาขาของเดอะพิซซ่า คอมปะนีสามารถก้าวขึ้นไปเป็นเดสติเนชันของคนในพื้นที่ได้แล้ว อย่างกรณีของการเปิดสาขาในจังหวัดแพร่ ที่นอกจากจะขายอาหารสไตล์ตะวันตกแล้ว ยังมีร้านกาแฟอีกด้วย เป็นอีกสาขาที่มีการดีไซน์ให้เข้ากับความเป็นท้องถิ่นในบรรยากาศแบบล้านนา ซึ่งถือเป็นสาขาที่ได้รับการตอบรับค่อนข้างดีจากลูกค้า
“พิซซ่า คอมปะนีพร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกช่องทางอย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์ Western Destination ที่มุ่งขยายตลาดกลุ่มลูกค้านั่งทานในร้าน ผ่านการเพิ่มเมนูทางเลือกในหมวดพาสต้า สเต๊ก และสลัด ควบคู่ไปกับการนำเสนอโปรโมชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟในช่องทางเดลิเวอรี่ ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้ากลุ่มทานเดี่ยว ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ เพื่อตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ในฐานะผู้นำเกมแห่งวงการพิซซ่าประเทศไทย” ปัทม์ กล่าวทิ้งท้าย