ความน่าสนใจในการทำตลาดร้านอาหารของกลุ่มไมเนอร์ ฟู้ดนั้น ไม่ได้อยู่แค่เพียงการมีพอร์ตธุรกิจมากกว่า 30 แบรนด์ และร้านค้ากว่า 2,700 สาขาใน 24 ประเทศ โดยเป็นร้านแฟรนไชส์ จำนวน 1,300 สาขา หรือคิดเป็น 48% เท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การเป็นยักษ์ใหญ่ ที่มีการปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะกับการทำตลาดของหนึ่งในแบรนด์ที่อยู่ในพอร์ตอย่างเดอะพิซซ่า คอมปะนี ที่เป็นผู้นำในตลาดพิซซ่าของบ้านเรามาอย่างยาวนาน โดยตัวอย่างที่สะท้อนออกมาก็คือการปรับให้ร้านเดอะพิซซ่า คอมปะนี เป็นมากกว่าแค่ร้านพิซซ่า แต่วางตัวเองให้เป็นร้านอาหารตะวันตก หรือ Western Restaurant โดยมีการชูสินค้าที่เป็น Sub Category อย่างพาสต้า สเต็ก และสลัดให้ขึ้นเป็นเมนูที่สำคัญ จากเดิมที่เมื่อลูกค้าเดินเข้าร้านก็จะนึกถึงแค่พิซซ่า ทำให้สามารถเพิ่มโอกาสในการขายได้หลากหลายมากขึ้น

การปรับกลยุทธ์ดังกล่าวถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จากข้อมูลที่เคยถูกนำเสนอผ่านงานแถลงข่าวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาพบว่า ในปี 2567 ถือเป็นปีที่เดอะพิซซ่า คอมปะนีประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจค่อนข้างดี เพราะแม้ตลาดร้านอาหารในภาพรวมต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งเรื่องของการมีคู่แข่งหน้าใหม่ๆ เข้ามาร่วมแข่งขัน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกค้าและกำลังซื้อที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว จนทำให้ตลาดมีการเติบโตแบบติดลบ แต่เดอะ พิซซ่า คอมปะนีก็สามารถทำตัวเลขผลประกอบการออกมาเป็นบวก โดยมีตัวเลขยอดขายเพิ่มขึ้นในภาพรวมที่ 5% ขณะที่การเติบของยอดขายจากสาขาเดิมเพิ่มขึ้น 1% ขณะที่มีจำนวนลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นถึง 10%
สิ่งที่เป็นไฮไลต์อีกอย่างในการปรับกลยุทธ์ของยักษ์ใหญ่รายนี้ก็คือ เดอะพิซซ่า คอมปะนี มีการปรับในเรื่องของสาขา ที่ Store Type มีขนาดเล็กลง เพื่อทำให้สามารถเข้าถึงการใช้บริการได้ง่ายขึ้น โดยเน้นอยู่ในเมือง อาทิ การเปิดสาขาที่ Big C รัชดา เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังเน้นในเรื่องของการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ผ่านการนำเสนอบรรยากาศในร้านที่น่าสนใจโดยมี Store Design ที่มีความทันสมัย ไลฟ์สไตล์เข้ากับความเป็นคนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ยังมีการดีไซน์ร้านที่ทำให้ผู้บริโภคเห็นแล้วไม่ได้คิดถึงพิซซ่าแค่อย่างเดียว โดยการรีโนเวทให้เป็นสไตล์โมเดิร์น และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ความต้องการของลูกค้าหน้าใหม่ๆ ที่มองหาร้านอาหารสไตล์ตะวันตก
การปรับกลยุทธ์ในรูปแบบดังกล่าวนี้ กลายเป็นหนึ่งในแนวทางการทำตลาดร้านอาหารในปัจจุบัน ที่ร้านอาหารไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่เสมอไป ขณะเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องยึดโลเคชันในการเปิดอยู่ในมอลล์หรือศูนย์การค้าเหมือนในอดีต แต่สามารถขยายสาขาออกไปได้ทุกพื้นที่ที่มีลูกค้า และโอกาสทางการตลาดรออยู่
เช่นเดียวกับเรื่องของไซส์หรือขนาดของร้านก็ต้องยึดหยุ่นไปตามโลเคชันและไลฟ์สไตล์การใช้บริการของลูกค้า ที่ในปัจจุบัน นอกจากขนาดของครอบครัวคนไทยจะมีจำนวนสมาชิกที่น้อยลงแล้ว การเข้าไปใช้บริการของผู้บริโภค “ฉายเดียว” ที่นิยมใช้บริการหรือทานอาหารคนเดียวมากขึ้น ซึ่งเรื่องของ Solo Customer ที่แม้จะถูกพูดถึงมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ไลฟ์สไตล์ในรูปแบบดังกล่าวยังคงมีส่วนต่อการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคอยู่ในปัจจุบัน

เช่นเดียวกับเรื่องของการนำเสนอโปรดักต์ในร้าน ที่เดอะ พิซซ่า คอมปะนีเอง มีการ Selective Menu ให้เหมาะกับคนเมืองที่กินคนเดียวมากขึ้น เช่น เมนูอย่าง BiTE, Pasta, Pizza New York Size 9 นิ้ว โดยเฉพาะกับตัว BiTE ที่ถือเป็น Single Meal Product ตัวแรกที่ Launch เมื่อกรกฎาคมปีที่แล้วยังคงมีการต่อเนื่องความแรงของเมนูนี้ โดย 2 หน้าใหม่ล่าสุดคือไจแอนท์ ฟรายส์ ชิคเก้น และไจแอนท์ ชีสซี่ ซอสเสจ ที่ออกมาเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ตามแผนที่เคยประกาศเอาไว้เมื่อต้นปี เดอะพิซซ่า คอมปะนี มีแผนที่จะใช้งบ 200 ล้านบาท ขยายเพิ่มอีก 20 สาขา ซึ่งถือเป็นการลงทุนขยายสาขาที่มากกว่าปกติที่จะขยายสาขาเพิ่มประมาณ 10 สาขาต่อปี หนึ่งในสาขาที่จะเปิดเพิ่มคือสาขาแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นสาขาในจังหวัดที่ 77 ของประเทศที่เดอะพิซซ่า คอมปะนีขยายเข้าไปเปิด โดยการขยายสาขาส่วนหนึ่งจะเป็นการขยายเข้าไปในอำเภอรอง หลังจากที่มีสาขาในอำเภอเมืองครบทุกจังหวัดแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการใช้งบอีก 100 ล้านบาท เพื่อรีโนเวทสาขาเดิมให้มีความทันสมัย และมีภาพของการเป็นร้าน อาหารสไตล์ตะวันตกที่เข้าถึงได้ง่าย เขาบอกว่า หลายสาขาของเดอะพิซซ่า คอมปะนีสามารถก้าวขึ้นไปเป็นเดสติเนชันของคนในพื้นที่ได้แล้ว อย่างกรณีของการเปิดสาขาในจังหวัดแพร่ ที่นอกจากจะขายอาหารสไตล์ตะวันตกแล้ว ยังมีร้านกาแฟอีกด้วย เป็นอีกสาขาที่มีการดีไซน์ให้เข้ากับความเป็นท้องถิ่นในบรรยากาศแบบล้านนา ซึ่งถือเป็นสาขาที่ได้รับการตอบรับค่อนข้างดีจากลูกค้า
ถือเป็นการทำตลาดที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว....