เป็นธรรมดาที่ตลาดอสังหาไทยจะขึ้นลงตามสภาวะทางเศรษฐกิจ แต่ 1-2 ปีมานี้เป็นเรื่องไม่ธรรมดา เพราะนับเป็นครั้งแรกที่อสังหาเจอมรสุม 3 ลูกพร้อมกัน นั่นคือ หนี้ครัวเรือนสูง , อุปทานล้น และความเชื่อมั่นต่ำขนาดที่
ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริการ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ยอมรับตรงๆ ว่าปีที่แล้วเป็นปีที่ “ขายยาก โอนยาก เปิดโปรเจ็กต์ยาก” มากที่สุดเท่าที่เขาเคยอยู่ในวงการอสังหามา
SC Asset รับรู้สัญญาณนี้แล้วปรับตัวทันที โดยเริ่มจากต้นปี 2024 เป็นครั้งแรกที่ใช้กลยุทธ์ Go to customer แทนที่รอให้ลูกค้าเข้ามาที่สำนักงานขาย รอเท่าไหร่ลูกค้าก็ไม่มาซักที เลยเลือกที่จะเดินไปหาลูกค้าออกบูธมากกว่า 10 ครั้งตามศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑลตลอดทั้งปี ทำโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขาย แม้ตรงนี้จะเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมา แต่ก็ถือว่าคุ้มเพราะสามารถเพิ่มยอดขายอย่างเห็นได้ชัด โดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20% ในทุกไตรมาส จนสามารถรักษาตำแหน่งเบอร์หนึ่งในตลาดบ้านเดี่ยวราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปเอาไว้ได้ แถมยังเพิ่มกระแสเงินสดเข้ามามากพอที่จะมีงบลงทุนไปซื้อที่ดินในทำเลคุณภาพหลายต่อหลายแปลง ครบทั้งธุรกิจที่อยู่อาศัยแนวราบ-แนวสูง, ธุรกิจคลังสินค้า และธุรกิจโรงแรม
ปีนี้มรสุม 3 ลูกยังคงอยู่เหมือนเดิมเพิ่มเติมคือความปั่นป่วนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และ Trump 2.0 ไม่ต้องเดาก็พอรู้ว่าจะกระทบตลาดอสังหามากแค่ไหน พิสูจน์ได้จากการปรับลดเป้ายอดขาย และจำนวนการเปิดโครงการใหม่ของดีเวลอปเปอร์หลายรายที่ทยอยประกาศตั้งแต่ต้นปี 2025 สะท้อนให้เห็นถึงการปรับซัพพลายให้สมดุลกับดีมานด์นั่นเอง
“สถานการณ์ตลาดอสังหาในปีนี้ ต้องใช้เวลา 2-3 ปีกว่าจะกลับมาสู่ภาวะปกติ โดยเฉพาะซัพพลายในตลาดบ้านเดี่ยวที่ล้นมาก หลังจากที่ดีเวลอปเปอร์หลายรายหันมาลงกันเล่นในเซ็กเมนต์นี้ คาดว่าจะใช้เวลาดูดซับ 5 ปี กว่าจะเกิดความสมดุล”
ทฤษฎีวิวัฒนาการที่บอกเอาไว้ว่า สิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้เก่งเท่านั้นถึงจะอยู่รอด ทำให้ปีนี้ SC Asset ประกาศที่จะรีฟอร์ม 3 เรื่องสำคัญเพื่อรักษาองค์กรนี้ให้เติบโตต่อไป ประกอบด้วย
- ปรับพอร์ตโฟลิโอธุรกิจ แบ่งเป็น 3 กลุ่มเพื่อกระจายความเสี่ยง ได้แก่
Engine 1 - ธุรกิอสังหา ที่อยู่อาศัยเพื่อขาย แนวราบและคอนโด
Engine 2 - อสังหา สร้างรายได้ประจำ โรงแรม คลังสินค้า อาคารสำนักงาน และอพาร์ตเมนต์ในสหรัฐอเมริกา
Engine 3 - ธุรกิจที่เป็น Future Trend
- ปรับโครงสร้างต้นทุนและค่าใช้จ่าย เพิ่มความสามารถในการทำกำไร
- ปรับโครงสร้างองค์กร เพิ่มความคล่องตัว รองรับธุรกิจทั้ง 3 Engine
โดยธุรกิจ Engine 3 ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการรับสมัครพนักงานใหม่เข้ามาพร้อมเปิดตัวในปีหน้าอย่างเป็นทางการ แต่ในระยะแรกนี้เป็นการรวบรวมธุรกิจบริการอสังหาอย่าง Ruejai App และ Utility Token อย่าง Mornings Coin ที่ SC Asset ให้บริการอยู่แล้วมาอยู่ในธุรกิจขาใหม่นี้ และจะต่อยอดธุรกิจใหม่เพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งจะเป็นธุรกิจที่ใช้ประโยชน์จากฐานลูกค้าที่มีอยู่ คาดว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า Engine 2 และ 3 จะมีสัดส่วน 25% ของรายได้รวมทั้งหมด
กลับมาที่ Engine 1 ซึ่งเป็น Core Business ของ SC Asset กันบ้าง ปีนี้ตั้งเป้ายอดขาย 26,000 ล้านบาท เติบโต 4% จากปีที่แล้ว พร้อมเปิดตัวโครงการใหม่ 15 โครงการมูลค่ารวม 28,000 ล้านบาท แบ่งเป็น
แนวราบ 12 โครงการ 18,000 ล้านบาท โดยมี SONLE แบรนด์ใหม่เป็นไฮไลต์ เพราะเป็นครั้งแรกในการทำบ้านเดี่ยวราคาเริ่มต้น 200 ล้านบาท จำนวน 5 ยูนิตทำเลย่านประชานุกูล
คอนโด 3 โครงการ 10,000 ล้านบาท ครบทุกเซ็กเมนต์ ภายใต้แบรนด์ Reference และ COBE
ส่วน Engine 2 อสังหา รายได้ประจำ มีไฮไลต์อยู่ที่การเปิดตัวโรงแรมใหม่ 2 ทำเลในไตรมาส 2 คือ KROMO, Curio Collection by Hilton ทำเลสุขุมวิทตรงข้ามห้าง EmSphere และ The Standard พัทยาติดหาดจอมเทียน โดย The Standard จะเป็นการร่วมทุนกับซินเท็ค คอนสตรัคชั่นซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างในสัดส่วน 45:55
เพื่อสอดรับกับการตัดสินใจปรับพอร์ตโฟลิโอธุรกิจเป็น 3 กลุ่มตามแนวทางการกระจายความเสี่ยง กลางปีนี้ยัง SC Asset เตรียมรีแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบ 18 ปีเพื่อสื่อให้เห็นถึงพัฒนาการการเปลี่ยนแปลง และเข็มทิศที่จะเดินไปข้างหน้านับจากนี้