ต้นปี 2566 “เซ็นทรัลพัฒนา” กางแผนงาน 5 ปี (2565-2570) กับมูลค่าการลงทุนกว่า 1.35 แสนล้านบาท เดินหน้าพัฒนาธุรกิจในเครือ เข้าลงทุนโครงการใหม่กว่า 200 โครงการ ทั้งศูนย์การค้า, คอมมูนิตี้ ,ที่อาศัย , โรงแรม, อาคารสำนักงาน ตามแผนที่ประกาศออกมาที่น่าจับตามองมากที่สุดก็คือ การลงทุนในโครงการระดับ “เมกะมิกซ์ยูส” ในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งจะเป็นการลงทุนสร้างย่านการค้าใหม่ๆ ที่จะเข้ามายกระดับกรุเทพฯ ให้กลายเป็นเมืองช้อปปิ้งที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก
ภาพของการลงทุนในรูปแบบที่ว่านี้ ค่อยๆ ชัดเจน และมีการเผยชื่อโครงการออกมา เริ่มจาก โครงการ‘Central Park’ ที่จะเปิดให้บริการปีนี้ และล่าสุดจากงานแถลงข่าวครบ 45 ปีของเซ็นทรัลพัฒนา เมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมาก็คือโครงการ ‘The Central’ พหลโยธิน ปั้น New CBD แห่งใหม่ ให้กรุงเทพฯ รับดีมานด์ใหม่ที่เติบโตก้าวกระโดด
ส่วนอีก 3 โครงการถูกเผยออกมาในงานแถลงข่าวเช่นกัน ก็คือแผนพัฒนาเมกะโปรเจ็กต์ในย่านพระราม 1, พระราม 9, เพลินจิต ซึ่งจะเป็นอีก 3 โครงการเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ที่จะสร้างให้ทั้ง 3 ย่าน กลายเป็นย่านการค้า และย่านช้อปปิ้งสำคัญของกรุงเทพฯ ตามแผน 5 ปี ที่เซ็นทรัลพัฒนาเตรียมงบลงทุนโครงการต่างๆ ที่รวมทั้ง 3 โครงการนี้ด้วย ไว้ที่ 1.2 แสนล้านบาท
เมกะมิกซ์ยูส ในย่านพระราม 1 จะเป็นพื้นที่ในส่วนของโรงภาพยนตร์สกาล่าที่เซ็นทรัลพัฒนาได้ที่ผืนนี้มา และกำลังอยู่ในขั้นตอนของการก่อสร้าง ซึ่งแน่นอนว่า แม้จะอยู่ในโลเกชั่นที่ใกล้เคียงกับศูนย์ขนาดใหญ่ในเครืออีกแห่งคือ เซ็นทรัลเวิลด์ แต่ก็น่าจะมีการวางคอนเซ็ปต์ ตลอดจน การเลือกมิกซ์ของศูนย์ที่แตกต่างออกไป

ขณะที่ย่านพระราม 9 นั้น เคยมีกระแสข่าวออกมาบ้างแล้วว่า จะเป็นการสร้างในพื้นที่ด้านหลังของเซ็นทรัลพระราม 9 ที่เป็นศูนย์เดิม เพื่อเชื่อมต่อกัน ซึ่งเซ็นทรัลพัฒนาเอง มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของย่านนี้ โดยเฉพาะถนนรัชดา ที่ปัจจุบัน กลายเป็นย่านของธุรกิจการเงินที่สำคัญของกรุงเทพฯที่เป็นที่ตั้งของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ขณะเดียวกัน ยังมีโครงการที่พักอาศัยในรูปแบบของคอนโดมิเนียมมากมาย ซึ่งจะเป็นอีกย่านสำคัญของกรุงเทพฯ ที่จะถูกผลักดันขึ้นมาในอนาคตอันใกล้นี้
ส่วนย่านเพลินจิตก็เช่นเดียวกัน ที่เคยมีกระแสข่าวออกมาถึงการทำส่วนขยายในเฟส 2 ของเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ ซึ่งย่านนี้ ถูกยกให้เป็นถนนของย่านช้อปปิ้งลักชัวรีที่มีแบรนด์ดังเข้ามายึดทำเลในย่านนี้มากมาย
ใน 2 โครงการแรกที่ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้วนั้น Central Park ที่เป็นการร่วมมือกับกลุ่มดุสิตธานี ถือเป็นศูนย์การค้าระดับ Masterpiece บน Prestigious Address ดีที่สุดใจกลางกรุงเทพฯ ด้วยคอนเซ็ปต์ Here for Bangkok บนที่ดิน 23 ไร่ พื้นที่ศูนย์การค้า (GBA) 130,000 ตร.ม. ขณะนี้แบรนด์ระดับโลกเตรียมเปิดแล้วเกือบเต็มพื้นที่ รวมกว่า 230 แบรนด์ โดยจะมีแบรนด์ First-Time in Thailand และคอนเซ็ปต์ใหม่อย่างมากมาย นำโดยแบรนด์แฟชั่นระดับโลกของ Inditex group ขยายทุก แบรนด์ในเครือ มี High-Street & Bridge-Line Brands, Prestige Cosmetic Brands และ Sport Destination ที่แบรนด์ดังระดับโลกมาครบครัน

นอกจากนี้ อาณาจักรร้านอาหารแบรนด์ไทยอย่าง Iberry Group เปิดพร้อมกันถึง 7 แบรนด์ และ Michelin Street Food มากมาย และร้านดังคอนเซ็ปต์ใหม่ไม่เคยมีมาก่อน
เซ็นทรัลพัฒนา เลือกย่านหัวถนนสีลม เป็นโลเกชั่นแรกที่เปิดโครงการระดับเมกะมิกซ์ยูส 1 ใน 5 ของตัวเอง โดยมองว่า เป็นอีกทำเลเด่นของเขต CBD
ขณะที่โครงการเมกะมิกซ์ยูสที่ 2 ที่เปิดตามมาคือ The Central’ พหลโยธิน (เดอะ เซ็นทรัล) แม้จะมีทำเลอยู่ใกล้ศูนย์เดิมคือเซ็นทรัล ลาดพร้าว แต่ผู้บริหารของเซ็นทรัลพัฒนาอย่าง ชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล President, Retail and Development บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา ก็บอกอย่างมั่นใจว่า เซ็นทรัลพัฒนาเอง มีความเข้าใจลูกค้า และความเปลี่ยนแปลงของตลาดในย่านนี้เป็นอย่างดี จากการบุกเบิกเข้ามาทำศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว โดยมองว่า ย่านนี้ กลายเป็นย่านที่มีการเติบโตค่อนข้างสูงจากการขยายตัวของเมือง จนกลายเป็น New CBD ของกรุงเทพฯ ที่พร้อมจะเป็นอีกย่านช้อปปิ้งสำคัญ
เขาบอกว่า The Central’ พหลโยธิน (เดอะ เซ็นทรัล) เป็น The Future Place for All ตั้งอยู่บนที่ดินกว่า 49 ไร่ มีพื้นที่ศูนย์การค้า (GBA) 460,000 ตร.ม. ถือเป็นศูนย์การค้าระดับ Flagship แห่งอนาคตที่จะรองรับไลฟ์สไตล์ใหม่สำหรับทุกคน เป็น Gateway ดึงดูดดีมานด์ใหม่จาก Catchment กรุงเทพฯ ตอนบน และ Quality Shoppers จากจังหวัดใกล้เคียง โดยศูนย์การค้าจะเป็นตัวแรกที่เปิดให้บริการ ก่อนที่จะดูว่าจะเอาอะไรเข้าไปเติมเต็มให้การเป็นเมกะมิกซ์ยูสมีความสมบูรณ์แบบ
“เรามองว่า การวางตำแหน่งตลอดจนการมีคอนเซปต์ และมิกซ์ของศูนย์ที่แตกต่างจากเซ็นทรัล ลาดพร้าว จะเข้ามาทำให้ทั้ง 2 ศูนย์สามาถเติบโตควบคู่กันไปได้ โดยปัจจุบันเซ็นทรัล ลาดพร้าว ซึ่งเป็นมิกซ์ยูสแห่งแรก และเป็นแลนด์มาร์กของย่านมาพร้อมกับที่ก่อตั้งมา 45 ปี แล้ว ทำให้เราเข้าใจผู้บริโภคเป็นอย่างดี ปัจจุบันมีดีมานด์ที่เติบโตจากความหนาแน่นของประชากรที่เพิ่มขึ้น และกลุ่มลูกค้าใหม่ จึงมีศักยภาพที่พร้อมสำหรับการมีศูนย์การค้าเซ็นทรัล 2 แห่ง ซึ่งจะช่วยเติมเต็มและส่งเสริมความเจริญของย่านนี้ โดย The Central พหลโยธิน จะดึงดูด Global Brands มาเปิด Flagship Store ครั้งแรกในไทยเช่นเดียวกับที่ประสบความสำเร็จมาแล้วที่เซ็นทรัลเวิลด์ โดยเตรียมเปิดช่วง Q4/2569 และยังมีแผน Development เพิ่มเติมในอนาคต”

เช่นเดียวกับผู้บริหารของเซ็นทรัลพัฒนาอีกท่านคือ ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา Chief Marketing Officer ก็ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า มุมมองที่เปลี่ยนไปของตลาดค้าปลีกหลังจากนี้ก็คือ ประเทศไทย ไม่ใช่มีแค่กรุงเทพฯ และกรุงเทพฯ ก็ไม่ใช่มีแค่ CBD ซึ่งหน้าที่ของเซ็นทรัลพัฒนา ก็คือ การสร้างย่านการค้าใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อช่วยยกระดับให้กรุงเทพฯ กลายเป็นแหล่งช้อปปิ้งสำคัญอีกแห่งของโลก The Central พหลโยธิน ก็คือ การสร้างย่านนี้ ให้กลายเป็น New CBD ที่จะถูกยกระดับเป็นอีกย่านช้อปปิ้งสำคัญของบ้านเรา
ทั้งหมดนั้น จะถูกร้อยเรียงขึ้นมาผ่าน 5 โครงการระดับเมกะมิกซ์ยูสที่เซ็นทรัลพัฒนา กำลังลงมือทำอยู่ในขณะนี้...