“ในโลกที่ไม่ว่าใครก็สามารถขายของ ได้ใน 10 นาที ผู้ประกอบการ/แบรนด์ จะอยู่รอดได้อย่างไร เมื่อผู้ซื้อมีทางเลือกมากเกินไป สิ่งที่แบรนด์ต้องตอบให้ได้ไม่ใช่แค่ "ขายให้ได้" แต่คือ “ขายให้โดนใจ” ณภวัต เรืองเดชวรชัยประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด กล่าว
แม้เศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปี 2025 จะเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากหลายปัจจัย แต่ภาพรวมในไตรมาส 3 ยังเต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอน โดยเฉพาะปัจจัยระดับโลกอย่างนโยบายภาษีของทรัมป์ ภูมิอากาศที่แปรปรวนไม่แพ้อารมณ์ของผู้คน รวมไปถึงสถานการณ์ที่ตึงเครียดบริเวณชายแดนซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นในประเทศ
ขณะเดียวกัน “กำลังซื้อ” ในประเทศยังอยู่ในช่วงหดตัว แม้มีผู้ขายเพิ่มขึ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะในตลาดออนไลน์ ข้อมูลจาก Shopee ยังเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ขายบนแพลตฟอร์มมากกว่า 9 ล้านราย ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 3 ล้านรายเป็นผู้ค้ารายย่อย ที่เริ่มต้นธุรกิจของตัวเองอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตามจำนวนผู้ขายที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายถึงยอดขายจะเพิ่มขึ้นด้วย เพราะผู้ซื้อในยุคนี้เลือกมากขึ้น และตัดสินใจช้าลง ผู้ขายที่ประสบความสำเร็จในตอนนี้มักเป็นผู้ที่เข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ใช้เครื่องมือดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ขายของแล้วจบ
นี่จึงเป็นที่มาของกระแส “อินฟลูเอนเซอร์” ที่กลายเป็นกลไกสำคัญในการโน้มน้าวใจผู้บริโภค เพราะเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้ลึกกว่าแบรนด์ทั่วไป ทำให้ปัจจุบันการตลาดแบบคนกลาง คนจริง เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อแบรนด์ไม่ใช่พระเอกอีกต่อไป แต่ผู้บริโภคซื้อตามคนที่ตัวเองชอบ
แม้ว่าที่ผ่านมาหลายแบรนด์เคยได้ใจผู้บริโภคอย่างเหนียวแน่น แต่ตอนนี้กลับต้องเผชิญความท้าทายจาก Loyalty ที่ลดลง เมื่อผู้คนไม่ได้ยึดติดกับแบรนด์เดิมเสมอไป แต่เปิดรับแบรนด์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์เฉพาะตัวมากกว่า โดยเฉพาะแบรนด์ที่ให้ประสบการณ์ดี มีความจริงใจ และสื่อสารตรงกับความรู้สึกของผู้บริโภค
ณภวัต เรืองเดชวรชัยประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัดเผยอินไซต์ เปิดทางรอดในยุค “คนขายล้น คนซื้อตึง” ดังนี้

Brand Survival Guide อยู่รอดอย่างเข้าใจ ในยุคที่ทุกคนคือผู้ขาย
1.ขายของไม่ยาก แต่ “ขายให้คนซื้อ” ยากขึ้น
ในยุคที่ทุกแพลตฟอร์มคือหน้าร้าน ทั้ง TikTok, Facebook, IG, LINE, หรือแม้แต่ตลาดนัด ปัจจุบันโลกได้กลายเป็น "ตลาดขนาดยักษ์" ที่เต็มไปด้วยผู้ขายทุกชนิด ตั้งแต่แบรนด์ใหญ่จนถึงผู้ค้ารายย่อย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ของไม่พอขาย แต่อยู่ที่ “ผู้บริโภคไม่มั่นใจพอจะซื้อ” และเลือกซื้อน้อยลงกว่าเดิม Demand เติบโตช้ากว่า Supply คนระวังการใช้จ่ายมากขึ้น สินค้ากลายเป็นของทดแทนกันได้ง่าย (Commoditized)
สถานการณ์ในไตรมาสนี้ชัดเจนว่า “คนขายเยอะขึ้น แต่คนซื้อน้อยลง” โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ที่มีผู้ค้ากว่า 3 ล้านรายทำธุรกิจอย่างจริงจัง แข่งกันขายสินค้าทุกหมวด พฤติกรรมผู้บริโภคที่น่าสนใจคือ พวกเขาไม่ได้แสวงหาสินค้าราคาถูกที่สุดเสมอไป แต่กลับให้ความสำคัญกับ "ประสบการณ์มากกว่าโปรโมชั่น" มากขึ้น
2.Insight ลูกค้า 2025 ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อของ...แต่ซื้อ “เหตุผล”
แม้จะมีทางเลือกมากมาย ผู้บริโภคกลับเลือกซื้อจาก “แบรนด์ที่ตนเชื่อใจ” มากกว่าแบรนด์ที่ดัง ตัดสินใจจาก “ความรู้สึก” ไม่ใช่แค่ “โปรโมชั่น” เชื่อ Creator และ Community มากกว่าการโฆษณา สนใจแบรนด์ที่มี “คุณค่า” และ “จุดยืน”
Keyword สำคัญ: Trust Economy / Value-based Consumption / Social Proof
3. ความท้าทายเมื่อแบรนด์ไม่ใช่พระเอกอีกต่อไป แต่ผู้บริโภคซื้อตามคนที่ตัวเองชอบ
ในยุคที่ทุกคนเป็น “ตัวแสดงนำ” แบรนด์ต้องแข่งกับทั้งแบรนด์ใหญ่, Creator, Micro-seller และ Affiliate การแข่งขันสูงขึ้น แต่ความภักดีของลูกค้ากลับลดลง ต้นทุนการเข้าถึงสูงขึ้นเช่น ซื้อตามคนแนะนำ ซื้อตามอินฟลูเอนเซอร์ที่ชื่นชอบ ซื้อเพราะเชื่อมั่นในคุณภาพ หรือแม้แต่ซื้อเพราะรู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจความต้องการตามจริตของตน สิ่งนี้ทำให้การขายของในยุคนี้ไม่ได้ง่ายเหมือนอดีต เพราะไม่ใช่แค่มีสินค้าแล้วจะขายได้ แต่ต้องมี "ความเชื่อมโยง" กับผู้ซื้อด้วย
4. กลยุทธ์ "อยู่รอด" ที่ไม่ใช่แค่ “ขายเก่ง” แต่ต้อง “เข้าใจเก่ง”
· Positioning ให้ชัด: ขายให้เฉพาะคนที่ใช่ เลือกกลุ่มเป้าหมายที่ “อิน” กับแบรนด์ ขายของที่ “มีความหมาย” ไม่ใช่แค่ “ขายได้”
· Connection ก่อน Conversion คอนเทนต์ที่จริงใจ = เครื่องมือสำคัญ มีบทสนทนา ไม่ใช่แค่ยิงโฆษณา ฟังลูกค้าให้มากเท่าที่พูดกับเขา
· Micro Wins: เริ่มเล็กแต่แน่น เจาะ Subculture, Niche หรือ Communityสร้าง Fan ก่อนสร้างยอดขาย เปลี่ยนลูกค้าเป็น Brand Advocate
· ขาย "เหตุผล" ไม่ใช่แค่ "สินค้า" มีจุดยืนที่เชื่อมโยงกับสิ่งที่ลูกค้าเชื่อ สร้าง Meaning มากกว่าแค่ Function
5. แบรนด์ที่อยู่รอดได้ ไม่ใช่เพราะเสียงดังที่สุด แต่เพราะ “เข้าใจลึกที่สุด”
· Ex.รองเท้าทำมือ ที่เล่าเรื่องผ่านช่างผู้ผลิต → ได้ใจสาย Handmade
· TikTok Shop / LINE VOOM → ช่องทางสร้าง “แฟนคลับ” ไม่ใช่แค่ลูกค้า
· Facebook Group ที่คนเชื่อคนในคอมมูนิตี้ มากกว่าโฆษณา
6. หยุดวิ่งไล่ Gen Z หันมาซบ Gen Horizon 45+
ในวันที่ทุกคนแห่ไล่เจนใหม่ โดยเฉพาะเจนซี ยิ่งในช่วงต้นปีที่ผ่านมาเห็นได้ว่าไม่มีแบรนด์ไหนที่ไม่ทำตลาดถึงเจนนี้ เรียกว่าสปอยที่สุด แม้ว่าตลาดเจนซีจะเป็นตลาดใหญ่ที่กระแสดีมากแต่ก็เปลี่ยนใจง่ายเหมือนกัน ด้วยพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่กล้าลองผิดลองถูก สนใจสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ การสวิตซ์แบรนด์ไปมาจึงเป็นเรื่องปกติสำหรับเจนนี้
ทำให้ปีนี้กลุ่มผู้บริโภคที่น่าจับตามองคือกลุ่มคนวัย 45 ปีขึ้นไป เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากมีพฤติกรรมค่อนข้างมั่นคง ไม่โลเล มีรายได้เหลือเก็บ และยังเปิดรับแบรนด์ใหม่ๆ หากสื่อสารได้ถูกจุด แบรนด์ใดที่สามารถเข้าถึง Insight ของกลุ่มนี้ได้จึงมีโอกาสสร้าง Loyalty ในระยะยาวอย่างยั่งยืน เรียกว่าเป็น “ฐานที่อึดและนิ่ง”กลุ่มนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่น่าจับตาในครึ่งปีหลัง
MI GROUP ย้ำว่าแบรนด์ต้องพร้อมปรับตัวในยุคที่ทุกคนคือผู้ขาย แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ขายได้ ความเข้าใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง การสร้างความหมายมากกว่าฟังก์ชัน และการเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับคุณค่าที่ลูกค้าเชื่อ จะเป็นกลยุทธ์สำคัญในการอยู่รอดและเติบโตในตลาดที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิม ในตลาดที่ทุกคนคือผู้ขาย แต่ไม่ใช่ทุกคนจะขายได้ ผู้ชนะคือคนที่ “เข้าใจลึกที่สุด” ไม่ใช่แค่คนที่ “พูดดังที่สุด”