“เสือร้องไห้” เป็นกลุ่ม Content Creator เพื่อนสนิทที่มารวมตัวกันทำช่อง
“เสือร้องไห้” (tigercrychannel) บน Youtube มีผู้ติดตามมากกว่า 3.2 ล้านคน เน้นการทำคลิปวิดีโอแนวล้อเลียน รายการทีวี เพลงแปลง และคอนเทนต์เชิงตลกขบขัน มีสมาชิกหลัก 4 คน คือ
คัตโตะ โค้ดดี้ เอ็ดดี้ และ
แนตตี้ สิ่งหนึ่งที่มองเห็นความเคลื่อนไหวของ
“มาม่า” ในครั้งนี้ คือมาม่ากำลังเดินหน้าสร้างแนวทางการสื่อสารใหม่ ๆ ที่แตกต่างไปจากในอดีต นั่นเป็นเพราะบริบทด้านการแข่งขันของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยแนวทางของมาม่าจะมุ่งเน้นการสื่อสารการตลาดจากการใช้กลยุทธ์
Celebrity Marketing โดยการใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง หรือคนดังมาช่วยในการโฆษณาและโปรโมทสินค้าหรือบริการของแบรนด์ โดยอาศัยความนิยมและภาพลักษณ์ของคนดังเหล่านั้น เพื่อสร้างการรับรู้ สร้างความน่าเชื่อถือ และกระตุ้นยอดขายให้กับแบรนด์
มาม่า มีการใช้พรีเซนเตอร์ที่เป็นศิลปินที่มีแฟนคลับจำนวนมากอย่าง
"อิ้งค์ - วรันธร เปานิล" เพื่อขยายฐานการตลาดให้กว้างขึ้น และสื่อสารกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นเป้าหมายสำคัญของผลิตภัณฑ์กลุ่มพรีเมียมอย่าง
“มาม่า OK”สำหรับการใช้
“เสือร้องไห้” มาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับแบรนด์มาม่าในครั้งนี้ คือการต่อยอดกลยุทธ์
Celebrity Marketing ที่หนนี้เปลี่ยนจาก
Music Marketing มาเล่นกับพลังของ
KOLs (Key Opinion Leaders) ในฐานะ Content Creator เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือกลุ่มผู้บริโภคบนโลกดิจิทัล ผ่านการนำเสนอคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบ
“เสือร้องไห้” สะท้อนภาพตัวตนของกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ชีวิตในแบบที่คุ้นเคย มีความสนุกสนานเฮฮา และสิ่งสำคัญ คือเสือทุกคนมีจุดเด่นในเรื่องการเป็น Content Creator ที่สร้างสรรค์คอนเทนต์คุณภาพมานาน แม้จะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่างกันในแต่ละคน แต่ทุกคนมีความเป็น
"เพื่อน" เป็น
"พี่" ที่มาชวนคุยเรื่องสนุกๆ ที่ทำให้กลุ่มคนรุ่นใหม่รู้สึกเชื่อและไว้วางใจ
โดยสมาชิกของเสือร้องไห้ มีจุดขายที่น่าสนใจคือทุกคนมีความเรียลแต่กลมกล่อมเวลาอยู่ด้วยกัน เป็นคาแรกเตอร์ที่มี Mood&Tone ค่อนข้างชัดเจน ทำให้งานที่ออกมามีความสนุกสนาน มีสีสัน และความแปลกใหม่แทรกซึมอยู่ด้วย
ในมุมของแบรนด์ สิ่งที่มาม่าจะได้จากเสือร้องไห้ไม่ได้มีเพียงคอนเทนต์ที่มีความครีเอทและมีความเป็นตัวตนในแบบเฉพาะของสมาชิกเสือร้องไห้แต่ละคน แต่ยังทำให้แบรนด์มาม่าขยับเข้าใกล้กลุ่มเป้าหมายได้อีกระดับหนึ่ง เพราะด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นกันเองและเข้าถึงง่ายของเสือร้องไห้ ทำให้แฟนคลับรู้สึกเหมือนได้คุยกับเพื่อน การสอดแทรกมาม่าให้เข้าไปอยู่ในคอนเทนต์ที่สนุกสนาน ไม่รู้สึกถูกยัดเยียด ทำให้การรับรู้แบรนด์เป็นธรรมชาติและจดจำได้ดีกว่าโฆษณาทั่วไป
ที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือเสือร้องไห้มีฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นบนโซเชียลมีเดีย การดึงมาม่าเข้ามาในคอมมูนิตี้แห่งนี้ แฟนคลับจะรู้สึกว่ามาม่าเป็น
“เพื่อน” ในกลุ่มเดียวกัน และทำให้มาม่าได้ขยายฐานตลาดไปด้วย
จากความผูกพันทางอารมณ์ (Emotional Branding) ผ่านการนำเสนอคอนเทนต์ที่กลมกลืนไปกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในคอมมูนิตี้เดียวกันในฐานะแฟนคลับของเสือร้องไห้ที่มีพลังของการบอกต่อ (Word of Mouth) จะช่วยเปลี่ยน
“แฟนคลับของเสือร้องไห้” มาเป็น
“แฟนแบรนด์ของมาม่า” และทำให้มาม่าไม่ได้เป็นเพียง
“ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” แต่เป็น
“เพื่อน” ที่มาชวนกินของอร่อยในรูปแบบมาม่าที่หลากหลายและโดนใจ
วันนี้เราได้เห็นความพยายามอย่างหนึ่งของมาม่าที่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง คือ การสร้างกลยุทธ์การสื่อสารที่มุ่งเน้นการใช้ภาษาในโทนเดียวกันกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย อาจไม่ใช่ลูกค้ามาม่าทั่วประเทศแต่ก็เป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่สามารถสร้างอิมแพคให้กับตลาดของมาม่าได้ และ
“เสือร้องไห้” คือพันธมิตรในฐานะพรีเซนเตอร์ที่มาช่วยเชื่อมโยงและยกระดับการสื่อสารของแบรนด์ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างใกล้ชิดในอีกสเต็บหนึ่ง