ในธุรกิจร้านอาหาร การขายดีอาจไม่พอ หาก “กำไร” ไม่ตามมา โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ อย่าง JMART ที่ถือหุ้นในสุกี้ตี๋น้อย เพราะสิ่งที่นักลงทุนมองไม่ใช่แค่ยอดขาย แต่คือความสามารถในการทำกำไร ที่จะสะท้อนออกมาในราคาหุ้นและความเชื่อมั่นในระยะยาว
นี่อาจะเป็นเหตุผลว่า ทำไม “สุกี้ตี๋น้อย” จึงเลือกรีแบรนด์ Teenoi Express ใหม่ในชื่อ “Teenoi Gold”
เพราะจากบทเรียนของ Teenoi Express ที่เคยเปิดแล้วไม่เวิร์ก ทำให้คุณเฟิร์น นัทธมน พิศาลกิจวนิชตัดสินใจยกระดับภาพลักษณ์ใหม่ให้ชัดเจนขึ้น แต่ยังคงเกาะจุดแข็งเดิมคือ “ความคุ้มค่า” ที่ลูกค้าจดจำมาตลอด 8 ปี
ที่ผ่านมา Teenoi Express แม้จะเปิดมานานกว่า 2 ปี แต่กลับไม่สามารถขยายสาขาได้ตามที่หวัง ปัญหาหลักมาจากการสื่อสารไม่ตรงใจผู้บริโภค ชื่อแบรนด์ไม่ได้โยงกับ “ตี๋น้อย” ลูกค้าหลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่คือพรีเมียมไลน์ของตี๋น้อย คุณเฟิร์น ยอมรับว่านี่คือบทเรียนสำคัญ และเป็นแรงผลักให้ตัดสินใจรีแบรนด์ใหม่ทั้งหมด โดยใช้ชื่อ Teenoi Gold เพื่อสื่อสารตรงๆ ว่านี่คือการยกระดับของสุกี้ตี๋น้อย
คุณเฟิร์น ได้เผยกับ BrandAge Online ถึงการเดินเกมครั้งใหม่เตรียมเจาะตลาด Premium Mass โดยคุณเฟิร์นมองว่า ตลาดนี้ยังว่างอยู่ เชื่อว่าการเข้าสู่ตลาดนี้จะช่วยต่อยอดศักยภาพและทรัพยากรที่แบรนด์มีอยู่ พร้อมสร้าง Perception ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสุกี้ตี๋น้อย ว่าไม่ได้มีแค่ตัวเลือกสำหรับกลุ่มแมสเท่านั้น แต่ยังมีของดีๆ อีกเยอะมากที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าในฐานที่ใหญ่ขึ้นได้

ความท้าทายครั้งสำคัญคือผู้บริโภคติดภาพจำสุกี้ตี๋น้อยในตลาดแมส ซึ่งอาจขัดกับการสร้าง perception ใหม่ว่าแบรนด์สามารถทำของพรีเมียมได้ ทำให้ตี๋น้อยต้องดึงเชฟโฮ จากร้าน Ho Kitchen เข้ามาช่วยพัฒนาเมนูเพื่อให้เห็นความแตกต่างจริงๆ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องเมนู แต่คือการสร้างเรื่องเล่าใหม่ที่จะช่วยรีเซ็ตความรู้สึกของลูกค้าว่าตี๋น้อยทำของคุณภาพได้จริง ราคาก็ตั้งอยู่ในจุดที่น่าสนใจ 499 บาท (รวมเครื่องดื่มและ VAT แล้วประมาณ 586 บาท) ถึงสิ้นปีนี้ และจะปรับเป็น 599 บาทในปีหน้า ซึ่งยังคงถูกจัดว่าอยู่ในกลุ่ม Premium Mass ที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ง่าย แต่ได้คุณภาพสูงขึ้น
เมนูของ Teenoi Gold ที่จะเสิร์ฟจะแตกต่างกับสุกี้ตี๋น้อย เพราะมีมากกว่า 80 รายการ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวากิวพับนอกออสเตรเลีย, เนื้อวากิวสันคอออสเตรเลีย, เนื้อวากิวบริสเก็ตออสเตรเลีย, ปลากระพงสไลด์,ลูกชิ้นกุ้งปั้นสด, ตับหมูหมักสูตรฮ่องกง, หมูไม้ไผ่ TG รวมถึงหมูแดงฮ่องกงที่ใช้ไม้ลิ้นจี่ในการย่าง และช่วงโปรโมชั่นเปิดร้านสามารถสั่งเป็ดย่างได้ไม่อั้น
ด้านน้ำซุปของ Teenoi Gold มีให้เลือกสี่แบบ คือ ซูปกระดูกหมูคอลลาเจน, ซุปไก่ตุ๋นเห็ดหอม, ซุปดำและซุปหม่าล่า
ตัวอย่างเครื่องดื่มน้ำรีฟิล เช่น มัทฉะมะพร้าวน้ำหอม, ชาไทยมะพร้าวน้ำหอม, โกโก้บราวชูก้า, ชาลำไยสีทอง, ส้มยูสุ และโค้ก Frozen
น้ำจิ้มสี่สูตร ตั้งแต่น้ำจิ้มสุกี้, น้ำจิ้มงา, น้ำจิ้มพอนสึยูสุ และน้ำจิ้มซีฟู้ด
สำหรับติ่มซำ มีให้เลือกทั้ง ซี่โครงหมูนึ่งซอส XO, ซาลาเปาลาวาไข่เค็ม, ซาลาเปาหมูแดง, ซาลาเปาลาวา, ฮะเก๋ากุ้ง, เสี่ยวหลงเปา, ขนมจีบหมูเห็ดหอม และหมูห่อสาหร่าย
เมนูของทอดก็ไม่แพ้ใคร เช่น กุ้งทอดวาซาบิ, ฟองเต้าหู้กุ้งทอด, ปอเปี๊ยะไส้หอยลายกุ้ยช่าย, เกี๊ยวกุ่ยช่ายทอด, เผือกทอด และนมสดทอด
ส่วนของหวานรวมในบุฟเฟ่ต์ก็ยังคงคอนเซ็ปต์ความพรีเมียม จาก Ho Kitchen เช่น สาคูแคนตาลูป และเฉาก๊วยนมสด
ทั้งหมดนี้ถูกจัดวางในราคา 499 บาท (รวม VAT 586 บาท) ให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความคุ้มค่า (Value for Money) สิ่งเหล่านี้สะท้อนการขยับตำแหน่งทางการตลาดจากแบรนด์แมสไปสู่พรีเมียมแมส ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ซึ่งไม่ได้มองหาของถูกที่สุด แต่ต้องการความคุ้มค่าในราคาที่จ่ายได้
แผนขยายสาขา 11 สาขาภายในปี 2569
- Teenoi Gold เมเจอร์ อเวนิว รัชโยธิน (เปิดวันที่ 30 สิงหาคม 2568
- Teenoi Gold เลียบทางด่วน ลาดพร้าว (พฤศจิกายน 2568)
- Teenoi Gold เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สุขุมวิท (ธันวาคม 2568)
- Teenoi Gold อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ชลบุรี
- Teenoi Gold โลตัส นครปฐม
- Teenoi Gold อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ บางใหญ่
- Teenoi Gold พีทีที ปาร์ค มอลล์ 5 ศรีนครินทร์
- Teenoi Gold เดอะ ยาร์ด ศรีนครินทร์
- Teenoi Gold ธัญญาพาร์ค
- Teenoi Gold อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ เดอะวอล์ก เกษตร-นวมินทร์
- Teenoi Gold ออนติวานนท์
ล่าสุด ตี๋น้อยมีครัวกลางที่ลงทุนไปแล้วกว่าพันล้านบาท ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างถึง 4 ปี ทำให้การยกระดับคุณภาพเมนูและการควบคุมต้นทุนเป็นไปได้จริง รวมถึงสามารถรองรับการขยายสาขาในอนาคตได้สูงสุดถึง 200 สาขา โดยไม่ต้องแบกต้นทุนใหม่มากนัก เมื่อบวกเข้ากับฐานลูกค้าที่สุกี้ตี๋น้อยสร้างมาอย่างแข็งแรง จึงมีโอกาสสูงที่จะดึงลูกค้าเดิมให้ลองประสบการณ์ใหม่ และดึงกลุ่มใหม่ที่มองหา Premium Massเข้ามาเพิ่ม

ย้อนกลับไปในช่วงที่ผ่านมา หลายคนอาจเข้าใจว่า “สุกี้ตี๋น้อย” กำลังลงสนามสงครามราคา หลังออกโปรโมชัน 199 บาท จนกลายเป็นกระแสสงครามหม้อเดือด ที่ไปชนกับโปรโมชั่นของเจ้าตลาดอย่าง MK ที่ปล่อยโปร 299 บาท ในเวลาไล่เลี่ยกันพอดี แต่ความจริงแล้ว กลยุทธ์ของสุกี้ตี๋น้อยไม่ใช่การหั่นราคาเพื่อสู้ศึก หากแต่เป็นการใช้โปรโมชันเป็นเครื่องมือการตลาดที่วางแผนไว้ล่วงหน้า
คุณเฟิร์น อธิบายว่า โปร 199 บาท ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อแข่งราคา แต่เกิดจากการฉลองครบ 1 ล้านผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดีย โดยทีมงานถ่ายวิดีโอโปรโมชันไว้ล่วงหน้า ปล่อยออกมาตามกำหนด แต่บังเอิญไปชนกับช่วงที่ MK ออกโปร 299 บาทพอดี จึงกลายเป็นกระแสขึ้นมา ซึ่งโปรโมชั่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับแบรนด์ เช่น โปรเป็ดย่าง การลดราคา หรือการแจกเงินล้านในงานฉลองครบรอบล้วนอยู่ในแผนอยู่แล้ว เพียงแต่รอบนี้ตลาดจับตามากกว่าครั้งก่อนๆ จนทำให้ภาพของสุกี้ตี๋น้อยถูกโยงไปสู่สงครามราคา
แต่เมื่อตลาดคึกคัก กลับกลายเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย คุณเฟิร์น เล่าต่อว่า เพราะกระแสที่สื่อหยิบขึ้นมาเล่น แม้อาจถูกมองว่าเป็นสงครามราคา แต่กลับกลายเป็นการช่วยขยายฐานลูกค้าของสุกี้ตี๋น้อย และต้องขอบคุณด้วยซ้ำ สุดท้ายลูกค้าเราก็มากขึ้น และเชื่อว่าลูกค้าของคู่แข่งก็มากขึ้นเหมือนกัน
ใช้ข้อมูลขับเคลื่อน (Data-driven Promotion)
หัวใจที่ทำให้สุกี้ตี๋น้อยแตกต่าง คือการนำ Data มาบริหารรอบโต๊ะ โดยเลือกปล่อยโปรโมชันในช่วงที่ไม่ใช่พีคไทม์ ทำแบบสองช่วงเวลา คือ 11.00 – 17.00 น. และช่วง 00.00 – 05.00 น. ส่วนช่วงเวลาไพรม์ไทม์ 17.00 - 23.59 น. ลูกค้ายังแน่นเหมือนเดิม แถมเยอะกว่าเดิมด้วยซ้ำ
คุณเฟิร์น เล่าว่า ราคาปกติ 219 บาทของสุกี้ตี๋น้อย ลูกค้ามองว่าคุ้มค่าอยู่แล้ว ขณะที่การลดราคาเหลือ 199 บาท เป็นเหมือนตัวสร้างความตื่นเต้นอีกรูปแบบหนึ่ง ให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ดึงลูกค้าเข้าในช่วงที่โต๊ะยังไม่เต็ม ซึ่งสามารถเพิ่มยอดขายจริง และทำให้บางช่วงที่ไม่เคยมีคิว กลับมีลูกค้ารอเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า
“การทำโปรโมชันแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่าขายขาดทุน เพราะรู้ต้นทุนและกำไรของตัวเองชัดเจน การเล่นโปรจึงเป็นเพียงคันเร่ง เพื่อบริหารรอบโต๊ะให้คุ้มค่าที่สุด
ปัจจุบันสุกี้ตี๋น้อยมีลูกค้าเฉลี่ยวันละ 100,000 คน (วันธรรมดา 80,000–90,000 คน และวันหยุด 120,000–130,000 คน) แต่คุณเฟิร์นย้ำว่า เป้าหมายไม่ใช่การมี 100 หรือ 200 สาขา เพราะตัวเลขไม่ได้การันตีความสำเร็จ เพราะเคยเห็นแบรนด์ใหญ่ที่เคยมีหลายร้อยสาขา อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แต่สุดท้ายก็หายไปหมด ดังนั้นสิ่งที่ตี๋น้อยให้ความสำคัญที่สุดคือความยั่งยืน ทั้งคุณภาพอาหารและการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ลูกค้าอยากกลับมา
ด้านสาขา สุกี้ตี๋น้อยมี 91 สาขา และบาร์บีคิวอีก 5 สาขา พร้อมแผนขยายต่อเนื่องทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด การเติบโตของสาขาอย่างรวดเร็วนี้มีความน่าสนใจตรงที่ โมเดลการขยายสาขาของตี๋น้อยมักเลือกทำเลจากโชว์รูมรถเก่า

คุณเฟิร์นเผยกับทาง BrandAge Online ว่า “ปกติเรามีการเช่าโชว์รูมรถอยู่แล้ว เช่น สาขา The Paseo ซึ่งเป็นสาขาที่ 5 เดิมทีเป็นโชว์รูมรถทั้งหมด เพราะโชว์รูมรถตอบโจทย์แทบทุกอย่าง ทั้งพื้นที่กว้าง ที่จอดรถเพียงพอ ห้องน้ำพร้อม และอยู่ติดถนนใหญ่”
นอกจากนี้
คุณเฟิร์น เสริมว่า มีผู้สนใจเสนอพื้นที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องทางอินบ็อกซ์อยู่แล้ว ทำให้ครั้งนี้สุกี้ตี๋น้อยจึงตัดสินใจประกาศรายละเอียดการหาเช่าโชว์รูมรถจำนวนมากผ่านโพสต์เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ผลลัพธ์ที่ได้เกินคาด เพียง 1 วันมีผู้ติดต่อเข้ามากกว่า 1,000 ราย แต่อย่างไรก็ตามการเลือกสาขาสุดท้ายยังคงต้องพิจารณา โลเคชั่นที่เหมาะสมและตรงตามความต้องการของธุรกิจ
ไม่หยุดที่ Product แต่สร้าง Brand Identity
สิ่งที่คุณเฟิร์นย้ำคือ สุกี้ตี๋น้อยไม่มองว่าการออกเมนูใหม่หรือการทำราคาพิเศษจะสร้างความต่างได้จริง เพราะใครๆ ก็ทำได้ แต่สิ่งที่เลียนแบบไม่ได้ คืออัตลักษณ์ของแบรนด์และความสัมพันธ์กับลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่สุกี้ตี๋น้อยลงทุนสร้างมาตลอด ทั้งการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย การเล่าเรื่องราว และการทำให้ลูกค้ารู้สึกใกล้ชิดกับแบรนด์ จนกลายเป็นคอมมูนิตี้ที่แข็งแรง
ทางคุณเฟิร์น บอกกับทาง BrandAge Online ว่า เบื้องหลังการสร้าง Personal Branding ในชื่อ “พี่เฟิร์น” เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่ามีคนรับฟัง ปรับปรุง และใส่ใจในทุกรายละเอียด สิ่งเหล่านี้จะทำให้สุกี้ตี๋น้อยยืนระยะได้ในตลาดร้านอาหารที่แข่งขันสูง
“อยากให้ลูกค้ารู้สึกว่าสุกี้ตี๋น้อยไม่ใช่ร้านอาหารที่เงียบเฉย แต่เป็นร้านที่มีคนฟัง ฟีดแบค และปรับปรุงจริง ตัวอย่างที่สูตรซุปต้มยำถูกวิจารณ์หนัก เราเลือกที่จะรับฟังและนำกลับไปแก้ไข ก่อนจะเล่ากระบวนการทั้งหมดให้ลูกค้าเห็นว่าเสียงลูกค้ามีความหมายจริงๆ”
อีกตัวอย่างคือการเล่าเบื้องหลังความใส่ใจ เช่นการเดินทางไปดูวัตถุดิบที่ออสเตรเลียด้วยตัวเอง เพื่อตอบคำถามเรื่องคุณภาพเนื้อให้ลูกค้า รวมถึงเรื่องข่าวกำไรสุกี้ตี๋น้อยลดลงในครึ่งปีแรก หลายฝ่ายโยงไปที่การทำโปรโมชั่น แต่คุณเฟิร์นเลือกที่จะสื่อสารตรงไปตรงมา พร้อมชี้แจงด้วยตัวเองว่าสาเหตุที่แท้จริงคือต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น โดยเฉพาะเนื้อหมูและเนื้อวัว จากปกติเนื้อหมูอยู่ที่กิโลกรัมละ 140-150 บาท ปรับตัวขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 210-220 บาท ทำให้ต้นทุนอาหารพุ่งจาก 48% เป็น 55%
ไม่ใช่แค่ขายสุกี้ แต่คือการสร้างบริษัทเต็มตัว
คุณเฟิร์นเล่าว่า ตอนเริ่มต้นเธอคิดเพียงแค่ทำร้านสุกี้ แต่เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น จึงตระหนักว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องอาหาร อีกต่อไป แต่คือการบริหารจัดการครบวงจร ต้องดูแลพนักงานที่ตอนนี้มี 7,000 คน ต้องลงทุนในระบบ เทคโนโลยี IT และโครงสร้างการทำงาน รวมถึงต้องเรียนรู้เรื่องที่ไม่ถนัด เช่นการบริหารองค์กรและการพัฒนาคน
“มันไม่ใช่ร้านอาหารเล็กๆ แล้ว แต่คือบริษัทเต็มตัว พร้อมยอมรับว่าเราต้องเก่งขึ้นตลอดเวลา โดยอาศัยการเรียนรู้จากคนอื่นและที่สำคัญคือเราต้องเป็นคนที่กล้าตัดสินใจ”
คุณเฟิร์นยอมรับว่า ถ้าคิดมากเกินไป อาจไม่กล้าทำอะไรเลย เราต้องไม่คิดเยอะเกินไป คิดแล้วต้องทำ คือหลักการที่ผลักดันให้สุกี้ตี๋น้อยสามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว
แม้วันนี้สุกี้ตี๋น้อยจะมีรายได้แตะหลักพันล้าน หลายคนมองว่าประสบความสำเร็จ แต่คุณเฟิร์นไม่เคยคิดว่าบริษัทสำเร็จแล้ว เพราะยังมีปัญหาใหม่ให้แก้ทุกวัน และสิ่งที่กังวลที่สุดคือการดูแลพนักงานกว่า 7,000 คน เพราะการบริหารองค์กรขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่บริษัทก็พยายามตอบแทนทีมงานอย่างต่อเนื่อง เช่น ปีนี้มีการจ่ายโบนัสเฉลี่ย 2.5 เดือน มากกว่าปีก่อน เนื่องจากผลประกอบการโดยรวมเติบโตขึ้น

วิเคราะห์ทิ้งท้าย
สุกี้ตี๋น้อยถูกจดจำมาโดยตลอด 8 ปี ในฐานะแบรนด์แมสราคาบุฟเฟต์ที่จับต้องได้ 219 บาท บวกเครื่องดื่ม 39 บาท และ VAT 7% รวมเพียงราว 276 บาท ทำให้ลูกค้ามองว่านี่คือร้านสุกี้ราคามิตรภาพที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่า ทว่าจุดแข็งด้านราคานี้เองกลับกลายเป็นข้อจำกัด เมื่อแบรนด์ต้องการขยับสู่เซ็กเมนต์พรีเมียมอย่าง Teenoi Gold เพราะการรับรู้เดิมที่ว่า “ตี๋น้อย = ถูกและคุ้ม” ทำให้การสร้างภาพลักษณ์ใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย
ในทางกลับกัน หากมองไปที่ MK ซึ่งถูกวางตำแหน่งเป็นแบรนด์สุกี้ระดับพรีเมียมอยู่แล้ว กลับเลือกเดินหมากอีกทางด้วยการเปิด Fighting Brand อย่าง “โบนัส สุกี้” เพื่อเจาะตลาดบุฟเฟ่ต์แมสโดยตรง และเพราะผู้บริโภครับรู้ว่าเป็น MK ที่ลงมาเล่นในสนามนี้ จึงเกิดแรงดึงดูดและความอยากลอง กลยุทธ์ในตลาดนี้ จึงกลายเป็นการแข่งขันบนโจทย์เดียวกันคือ Value for Money
คุณเฟิร์น เล่าว่า แม้คนภายนอกจะเปรียบเทียบกับผู้เล่นรายใหญ่อย่าง MK ที่สุกี้ตี๋น้อยเริ่มจากร้านเล็กๆ แต่จะไปล้มยักษ์ เราไม่เคยคิดแบบนั้นเลย คนอื่นอาจจะมองว่าเราเกิดมาเพื่อล้มเขา แต่เราไม่ได้ตั้งใจจะไปล้มใคร เราแค่เห็นช่องว่างในตลาด และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งลูกค้าก็ให้การตอบรับดี เราเลยขยายสาขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราว่าผู้บริโภคก็น่าจะมองว่าเป็นตัวเลือกหนึ่งของเขา มันเป็นเรื่องปกติของธุรกิจ ร้านอาหารเปิดง่าย มันมีการแข่งขันเป็นเรื่องธรรมดา”
อย่างไรก็ดี หากมองในภาพรวม ตลาดสุกี้บุฟเฟ่ต์ยังคงเป็น Positive Sum Game ทุกแบรนด์สามารถเติบโตไปพร้อมกันได้ ไม่จำเป็นว่าคนหนึ่งจะได้ อีกคนต้องเสียเสมอไป ที่สำคัญคือการใช้ Data เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค เพราะในความเป็นจริงแล้ว ลูกค้าเพียง 20% มักสร้างรายได้ถึง 80% ตรงนี้เองที่เปิดโอกาสให้แบรนด์ออกแบบโปรดักต์และตั้งราคาได้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่พร้อมจ่าย โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้านราคาเสมอไป
ท้ายที่สุด ต้องไม่ลืมว่าแบรนด์ในตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้ขายแค่สินค้าให้ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังต้องขาย Story ให้กับนักลงทุนด้วย ถ้าสินค้าไม่น่าสนใจ ยอดขายตก ความเชื่อมั่นก็จะสั่นคลอน ดังนั้นการรีแบรนด์และการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้แข็งแรงขึ้นจึงไม่ใช่แค่เกมการตลาด แต่เป็นยุทธศาสตร์เพื่อรักษาความมั่นใจทั้งจากลูกค้าและนักลงทุน
ดังนั้นหลังจากนี้ สิ่งที่จะเป็นตัวชี้ชะตาความสำเร็จของ Teenoi Gold ไม่ได้อยู่แค่การมีลูกค้าต่อคิวยาวในวันเปิดร้าน แต่คือการทำให้ผู้บริโภคเชื่อว่านี่คือการยกระดับจริงของตี๋น้อย และคุ้มค่าพอที่จะกลับมาทานซ้ำ พร้อมกันนั้นยังต้องทำให้นักลงทุนมั่นใจว่านี่คือเกมใหม่ที่สร้างทั้งยอดขายและกำไรอย่างยั่งยืน
สำหรับเป้ารายได้ปีนี้ที่ตั้งไว้ 9,000 ล้านบาท จาก 7,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา และตั้งเป้าทะลุ 10,000 ล้านบาทในปีหน้า แม้จะเป็นตัวเลขที่ท้าทายและต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก แต่สะท้อนถึงความมั่นใจในการเติบโต และความเข้าใจศักยภาพของตลาดนี้เป็นอย่างดี
BrandAge Online ย้อนดูผลประกอบ 5 ปีที่ผ่านมาของสุกี้ตี๋น้อย
ปี 2567 รายได้ 7,075 ล้านบาท กำไร 1,168 ล้านบาท
ปี 2566 รายได้ 5,262 ล้านบาท กำไร 907 ล้านบาท
ปี 2565 รายได้ 3,976 ล้านบาท กำไร 591 ล้านบาท
ปี 2564 รายได้ 1,572 ล้านบาท กำไร 147 ล้านบาท
ปี 2563 รายได้ 1,223 ล้านบาท กำไร 140 ล้านบาท