โดยปกติของการแข่งขันทางการตลาด ในกรณีที่มีการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ หรือส่งสินค้าตัวใหม่เข้าตลาดนั้น แบรนด์ที่เข้ามาใหม่ หรือเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ มักจะโดน “รับน้อง” จากแบรนด์คู่แข่ง โดยเฉพาะแบรนด์ที่เป็นผู้นำตลาดอยู่ก่อนหน้า
ซึ่งตามหลักการของการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ หรือสินค้าใหม่เข้ามาในตลาด มักจะมีแนวคิดคล้ายๆ กัน โดยมองเปรียบเทียบกับการเทคออฟของเครื่องบินจากรันเวย์ ที่เมื่อมีการ “เทคออฟ” จะต้องขึ้นบินเพื่อไต่ระดับตามเพดานบินที่ตั้งไว้ให้ได้
แบรนด์หรือสินค้าใหม่ จึงต้องใช้กลยุทธ์ที่มีตั้งแต่การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างอะแวร์เนส ไปจนถึงการเปิดให้ทดลองใช้สินค้าด้วยการแจก Sampling หรือสินค้าตัวอย่างเพื่อสร้างการ Trial หรือทดลองใช้สินค้า
ยิ่งเป็นสินค้าที่ต้องเข้าปากอย่างอาหาร หรือเครื่องดื่ม ก็ยิ่งจำเป็นที่จะต้องพยายามให้สินค้าถูกทดลองชิมให้ได้ เพราะหากจะให้รับรู้ว่าสินค้ามีรสชาติดีหรือไม่ดีอย่างไร ขั้นแรก ต้องเข้าปากกลุ่มเป้าหมายก่อน เพื่อสร้างความคุ้นเคย และเมื่อสามารถทำให้เกิดการชิมบ่อยๆ โอกาสที่จะคุ้นลิ้นกับรสชาติก็มีตามมา

ทำให้เราได้เห็นสเต็ปของการเปิดตัวหลังจากการโฆษณา เพื่อสร้างการรับรู้แล้ว จะตามมาด้วยการจัดรายการส่งเสริมการขาย ที่มีทั้งลด แลก แจก แถม เพื่อทำให้เกิดการทดลองซื้อให้ได้
ในแง่ของแบรนด์เดิมที่อยู่ในตลาดก่อนหน้า วิธีการที่ถูกนำมาใช้ในการต้อนรับน้องใหม่ ก็คือ จะทำอย่างไร เพื่อไม่ให้แบรนด์หรือสินค้าใหม่ตัวนั้นๆ สามารถ “เทค ออฟ” เพื่อขึ้นบิน ยิ่งทำให้คู่แข่งไถลตกรันเวย์ได้ ก็ยิ่งเป็นชัยชนะขั้นแรกของการแข่งขัน
จึงไม่แปลกที่เราได้เห็นการรับมือน้องใหม่ในตลาดสุกี้เซกเมนต์ “Budget Buffet” ที่มีสุกี้ตี๋น้อย เป็นเบอร์ต้นๆ ของตลาดสุกี้ในเซกเมนต์นี้ เดินเกมรับมือคู่แข่งอย่างโบนัส สุกี้ จากค่าย MK มีการเปิดตัวเข้ามาในตลาดนี้อย่างเป็นทางการ
เกมที่ถูกเปิดออกมาเพื่อรับน้องใหม่ จะมีตั้งแต่
1. การทำสงครามราคาและการออกโปรโมชั่นอย่างรวดเร็ว ทันทีที่โบนัสสุกี้เปิดตัวด้วยราคาที่สามารถแข่งขันกับสุกี้ตี๋น้อยได้ นั่นคือ ราคาบุฟเฟ่ต์สุทธิประมาณ 276 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่แข่งขันกันได้ สุกี้ตี๋น้อยได้ตอบโต้ด้วยการเปิดตัว โปรโมชันลด 50% ในบางสาขา ซึ่งน่าจะหมายรวมถึงสาขาที่เปิดในโลเกชั่นที่ใกล้เคียงกับการเปิดของโบนัสสุกี้ อย่างสาขาบางใหญ่ โดยลดราคาบุฟเฟ่ต์ลงเหลือเพียงประมาณ 117 บาทต่อคน (รวมเครื่องดื่มและ VAT) ในช่วงเวลา 11.00 น. ถึง 17.00 น. ในวันธรรมดา
วัตถุประสงค์ในการเล่นเกมนี้ ก็เพื่อดึงดูดลูกค้าและสร้างกระแสอย่างรุนแรงในตลาดทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้าย้ายไปทดลองใช้บริการคู่แข่งรายใหม่ และรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้

2. การใช้จุดแข็งเรื่องเวลาทำการที่ยาวนานจุดเด่นสำคัญของสุกี้ตี๋น้อยคือการเปิดให้บริการตั้งแต่ 11.00 น. ไปจนถึง 05.00 น. ของวันถัดไป ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ชอบทานอาหารดึก โบนัสสุกี้ก็ใช้กลยุทธ์เวลาทำการที่ใกล้เคียงกัน สุกี้ตี๋น้อยจึงใช้โปรโมชันลด 50% ในช่วงนอกเวลาเร่งด่วน (กลางวัน) ซึ่งเป็นช่วงที่ร้านบุฟเฟ่ต์มักจะเงียบกว่า เพื่อเพิ่มยอดขายและประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ร้านในช่วงเวลานั้น
3. การขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ในภาพรวมของสงครามสุกี้ สุกี้ตี๋น้อยยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์การขยายสาขาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดทั่วประเทศ การมีจำนวนสาขาที่ครอบคลุมและเข้าถึงง่ายเป็นหนึ่งในจุดแข็งในการแข่งขันกับคู่แข่งหน้าใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นขยายสาขา
4. การรักษาคุณภาพและประสบการณ์ลูกค้าแม้จะมีการแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือด แต่สิ่งสำคัญที่สุกี้ตี๋น้อยต้องรักษาไว้คือคุณภาพของวัตถุดิบและบริการที่สม่ำเสมอ เพื่อสร้างความภักดีของลูกค้าในระยะยาว ผู้บริโภคบางรายมีความเห็นว่าคุณภาพวัตถุดิบของ MK อาจดีกว่า แต่สุกี้ตี๋น้อยก็เน้นที่คุณค่าและความคุ้มค่าในราคาที่เข้าถึงได้
สุกี้ตี๋น้อย มีการใช้งบในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ถึงมกราคม 2569 ถึง 400 ล้านบาท เพื่อทำตลาด โดยมีโปรโมชั่นที่น่าสนใจออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับการจัดรายการลดราคาสินค้า ที่ถูกมองว่ามีความแตกต่าง และไม่มีการนำเสนอในร้านของคู่แข่งผู้มาใหม่

ไม่ว่าจะเป็น การให้ ฟรีเครื่องดื่มรีฟิล 2 เดือนเต็ม
กุ้งแก้ว สั่งได้ไม่อั้น สมาชิก 19 บาท ไม่เป็นสมาชิก 39 บาท
เป็ด Tn ราคาพิเศษ สมาชิกจานเล็ก 19 บาท จานใหญ่ 39 บาท ไม่ใช่สมาชิก จานเล็ก 39 บาท จานใหญ่ 69 บาท
หมูกรอบ Tn สมาชิก จานละ 19 บาทไม่เป็นสมาชิก จานละ 39 บาท
จะเห็นได้ชัดเจนว่า ส่วนหนึ่งของการทำแคมเปญโปรโมชั่น จะมุ่งเน้นไปที่การให้สิทธิพิเศษกับลูกค้าสมาชิก ซึ่งถือเป็นการรักษาฐานลูกค้าเก่า เพื่อไม่ให้สวิชชิ่ง หรือเปลี่ยนไปทดลองแบรนด์ใหม่
เรียกได้ว่า เกมนี้ สุกี้ตี๋น้อย รับมือกับน้องใหม่ที่เข้ามาในตลาดนี้ ด้วยการใช้ กลยุทธ์เชิงรุก หรือ Proactive Strategy ผ่านการทำโปรโมชันราคาที่รุนแรงและรวดเร็ว เพื่อสร้างเกราะป้องกันฐานลูกค้าเดิม รวมถึง การใช้ความได้เปรียบจากการขยายสาขาที่รวดเร็ว เพื่อชิงรุกคืบเข้าไปปักธงในโลเกชั่นเด่นๆ ก่อนคู่แข่งขัน
ถือเป็นอีกเกมการแข่งขันในตลาดหม้อร้อน ที่เป็นการชนตรงๆ ของแบรนด์ที่อยู่ในเซกเมนต์เดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่า ยิ่งแข็งกันมากเท่าไร ตลาดก็โตขึ้นมากเท่านั้น....