จะมีสักกี่แบรนด์ที่เลือกเปิดบทสนทนากับผู้บริโภคด้วยการโพสต์ถามผ่านโซเชียลมีเดียตรง ๆ ว่า “ทำไมกำไรถึงลดลง”
สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วกับ “สุกี้ตี๋น้อย” เมื่อแบรนด์ออกมาโพสต์ชวนแฟน ๆ ช่วยวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้กำไรไตรมาส 4 ลดลง พร้อมโยนคำถามกลับไปยังลูกค้าอย่างเปิดเผย ซึ่งนับว่าเป็นภาพที่ไม่ค่อยเห็นบ่อยในโลกธุรกิจ ที่แบรนด์จะหยิบ “ตัวเลขกำไร” มาพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา
หากไล่ดูผลประกอบการย้อนหลัง จะเห็นเส้นทางการเติบโตที่ชัดเจน รายได้และกำไรเติบโตต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา
ปี 2565 รายได้ 3,976 ล้านบาท กำไร 591 ล้านบาท
ปี 2566 รายได้ 5,262 ล้านบาท กำไร 907 ล้านบาท
ปี 2567 รายได้ 7,075 ล้านบาท กำไร 1,168 ล้านบาท
แต่ภาพในปี 2568 เริ่มเปลี่ยนไป แม้ธุรกิจยังเดินหน้าและขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง กำไรแต่ละไตรมาสกลับลดหลั่นลงตั้งแต่ต้นปี
ไตรมาส 1 กำไร 271 ล้านบาท
ไตรมาส 2 กำไร 311 ล้านบาท
ไตรมาส 3 กำไร 221 ล้านบาท
และไตรมาส 4 เหลือเพียง 57 ล้านบาท
ตัวเลขนี้ทำให้เกิดภาพที่ดูย้อนแย้งอย่างชัดเจน ปีที่แบรนด์ดูใหญ่ขึ้น จำนวนสาขามากขึ้น การรับรู้แบรนด์แข็งแรงขึ้น กลับเป็นปีที่กำไรหดตัวแรงที่สุดในรอบหลายปี คำถามคือโมเดล Budget Buffet กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อหรือไม่ โดยเฉพาะในจังหวะที่ตลาดเริ่มมีผู้เล่นรายใหญ่เข้ามาแชร์ส่วนแบ่ง และการแข่งขันด้านราคา โปรโมชั่น และความคุ้มค่า ดุเดือดกว่าที่เคย
เมื่อ Big Player ที่มีทุนหนาและระบบพร้อมกระโดดลงมาทำ Budget Buffet ในราคาใกล้เคียงกัน คำถามสำคัญคือสุกี้ตี๋น้อยมองสถานการณ์นี้อย่างไร คุณเฟิร์นยอมรับตรงไปตรงมาว่า ส่วนแบ่งตลาดย่อมถูกกระจายออกไป หากในหนึ่งโลเคชันมีลูกค้า 100 คน เดิมทีสุกี้ตี๋น้อยอาจได้ 90% แต่เมื่อมีร้านใหญ่เข้ามา สัดส่วนย่อมถูกแบ่งไป นี่คือความจริงของทุกธุรกิจ ซึ่งหน้าที่ของเราคือ ทำยังไงให้จาก 100 คนในพื้นที่นั้น เลือกมาที่สุกี้ตี๋น้อยให้ได้มากที่สุด เราโฟกัสตรงนี้
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ยอมรับว่าถูกแบ่งเค้ก แต่ยังเชื่อว่าเค้กก้อนนี้ “ใหญ่ขึ้น” หลังโควิด ผู้บริโภคกลับมาใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น และ Budget Buffet กลายเป็นทางเลือกที่กินได้บ่อยกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ตลาดยังไม่ได้ใหญ่พอที่จะรองรับผู้เล่นรายใหญ่จำนวนมากโดยไม่กระทบกัน ปีนี้จึงเป็นปีที่วัดกันด้วยความเร็วและความสามารถในการรักษาฐานลูกค้า ไม่ใช่แค่การขยายสาขาและจุดยืนชัดเจนคือจะไม่เปลี่ยนจากผู้รุกเป็นผู้ตั้งรับ “ตั้งแต่ทำธุรกิจมา เราเป็นคนรุกมาตลอด พอคู่แข่งเข้ามาเยอะขึ้น แล้วเราจะมานั่งถอย นั่นไม่ใช่วิธีการทำงานของเรา”
หากปีที่ผ่านมาเป็นปีแห่งการเร่งฐานลูกค้า ปีนี้จะเป็นปีแห่งการเร่งสเกลเต็มรูปแบบ จากเดิมเปิดสาขาเฉลี่ยปีละ 24–25 แห่ง ปี 2569 จะกระโดดไปมากกว่า 70 สาขาที่เซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้ว คุณเฟิร์นย้ำว่าการเร่งเปิดสาขาพร้อมกันเป็นแผนที่วางมาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ไม่ใช่อยู่ดี ๆ มานั่งคิดตอนนี้ ปีนี้จะเป็นปีที่สุกี้ตี๋น้อยเหาะจริง ๆ
คำว่าเหาะหมายถึงโหมดเร่งสปีดเต็มกำลัง หลังสะสมทีม ระบบหลังบ้าน และโครงสร้างควบคุมภายในมาระยะหนึ่ง การเปิด 70 สาขาไม่ได้หมายถึงทำเลเพียงอย่างเดียว แต่คือความมั่นใจว่าองค์กรรองรับได้ทั้งคน ซัพพลายเชน และคุณภาพ
ท่ามกลางการเร่งสปีด คุณเฟิร์นย้ำว่า “โปรโมชันมันดึงลูกค้าได้แค่ระยะสั้น ระยะยาวมันไม่ยั่งยืนอยู่แล้ว เรารู้ว่าเราทำอะไรเพื่ออะไร เราอาจทำบางอย่างในระยะสั้น แต่ในระยะยาวเราต้องการความสัมพันธ์กับลูกค้า เราต้องนั่งในใจลูกค้าให้ได้จริง ๆพฤติกรรมผู้บริโภควันนี้พร้อมจะ “ลอง” แบรนด์ใหม่เสมอ การที่ลูกค้าไปทดลองร้านคู่แข่งไม่ใช่เรื่องผิดปกติ โจทย์ที่แท้จริงคือหลังจากลองแล้วลูกค้าจะยังกลับมาหรือไม่
นี่จึงเป็นเหตุผลที่แบรนด์ยังลงทุนเพิ่มประสบการณ์ในร้าน แม้ต้นทุนสูงขึ้น ทั้งการเติมเมนูใหม่ เพิ่ม soft serve มีกุ้งแก้ว หรือเนื้อออสเตรเลีย หรือกระตุ้นให้พนักงานมีส่วนร่วมกับบรรยากาศ เธอมองว่าความแตกต่างของร้านอาหารในระดับราคาใกล้เคียงกัน อาจไม่ได้อยู่ที่รสชาติอย่างเดียว เพราะเมื่อเข้าสู่ตลาดแมส ความใกล้เคียงของสินค้าเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่สร้างความต่างจริง ๆ คือองค์ประกอบรวม ตั้งแต่การบริการ บรรยากาศ ความคึกคัก ไปจนถึงความรู้สึกผูกพันกับแบรนด์