Bar B Q Plaza เดินทางเข้าสู่ปีที่ 38 แบรนด์กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากเดิมที่เคยยึดแนวคิด “One Size Fits All” หรือพยายามหาวิธีที่เหมาะกับลูกค้าทุกคน แต่โลกธุรกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่หลากหลายขึ้น ทำให้โมเดลนี้ไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป
วันนี้ Bar B Q Plaza จึงหันมาใช้แนวคิดใหม่ “One Size Fits One” ที่มุ่งออกแบบร้านและเมนูให้ตอบโจทย์ลูกค้าในแต่ละโอกาส (Occasion) อย่างเฉพาะเจาะจง
เปิดอินไซต์ ทำไมต้อง “ทานคนเดียว”
เรืองชาย สุพรรณพงศ์ ประธานบริหารสายงานปฏิบัติองค์กร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด เผยกับทาง BrandAge Online ว่าคนหนึ่งคนมีพฤติกรรมการทานที่แตกต่างกันตามโอกาส เช่น ทานกับครอบครัว ทานกับเพื่อน หรือทานคนเดียว โดยเฉพาะกลุ่ม คนทำงานในเมือง ที่ต้องการอาหารเร็ว ราคาไม่แรง และไม่อยากรู้สึกเขินเวลามาคนเดียว

โจทย์นี้ถูกนำมาพัฒนาเป็นโมเดลใหม่ที่ Central Park ซึ่งเป็น Mixed-use ที่รวมทั้งโรงแรม ออฟฟิศกว่า 40ชั้น และคนทำงานราว 3,000–5,000 คน จุดแข็งอีกอย่างคือทำเลใจกลางเมือง แม้พื้นที่จะมีเพียง 80 ตารางเมตร (เล็กกว่าสาขาใหญ่ที่ Future Park รังสิตกว่า 4 เท่า) แต่ Bar B Q Plaza กลับมองเห็นโอกาส
คอนเซ็ปต์ร้านนี้ถูกออกแบบใหม่หมด ภายใต้ “Tasty, Easy, For Me”
- Tasty เมนูคุณภาพ มีเนื้อวัวซิกเนเจอร์และหมูคัดสรร
- Easy เมนูง่ายๆ แค่ 2 หน้า เลือกไม่ยุ่งยาก
- For Me ตอบโจทย์คนเดียวมาทานได้
“คอนเซ็ปต์นี้จึงตอบโจทย์คนทำงานที่อยากทานเร็วๆ ราคาจับต้องได้ และไม่เขิน เพราะปกติถ้าคนไปคนเดียวก็มักเขิน เช่น นั่งโต๊ะสี่ที่นั่ง แต่ทานคนเดียว หรืออยากสั่งหลายอย่างก็กังวล ดังนั้นเราจึงออกแบบโมเดลนี้ให้คนเดียวมาทานได้ ไม่ต้องเกรงใจ และใช้เวลาไม่นาน”
จากพื้นที่เล็ก สู่ Multi-Model
เรืองชาย เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโมเดลใหม่นี้มาจากการได้พื้นที่ก่อน เพราะเดิมทีถ้าเจอพื้นที่เล็กขนาด 80 ตร.ม. เราจะปฏิเสธทันที แต่วันนี้ด้วยแนวคิด One Size Fits One ทำให้แบรนด์เลือกจะออกแบบโมเดลใหม่เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าเฉพาะกลุ่ม

นี่คือเหตุผลที่ Bar B Q Plaza เดินหน้า Multi-Model Strategy โดยปัจจุบันมีหลายโมเดลเพื่อตอบโจทย์หลากหลาย Occasion ได้แก่
- Standard Model ร้าน Bar B Q Plaza ที่เราคุ้นเคย
- Family Flavor Model เช่น สาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้าที่ออกแบบเพื่อครอบครัวโดยเฉพาะ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลประชากรในย่านนี้ที่คาดว่ากลุ่มครอบครัวมีสัดส่วนสูงถึงราว 74% และมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารร่วมโต๊ะ
- Late Night Model ร้านปิดดึก รองรับไลฟ์สไตล์กลางคืน ปัจจุบันมี 10 สาขา และจะครบ 13 สิ้นปีนี้ ก่อนขยายเป็น 20 สาขาในกรุงเทพฯ ปีหน้า
- Workplace Model โมเดลใหม่ที่ Central Park สำหรับชาวออฟฟิศ และพื้นที่ Mixed-use
หลังเปิด Central Park กระแสตอบรับเป็นไปตามคาด ลูกค้าแน่นช่วง 11 โมง–บ่าย 2 และกลับมาอีกครั้งช่วงหลัง 5 โมงเย็น ซึ่งสาขาที่ Central Park ร้านจะเปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงเที่ยงคืน ทำให้โจทย์ใหม่คือการต่อยอดช่วง Breakfast และ Late Night ด้วยเมนูที่ตอบโจทย์มากขึ้น
หากโมเดล Central Park ประสบความสำเร็จ Bar B Q Plaza จะสามารถบุกตลาด Mixed-use ที่มีพื้นที่เล็กและออฟฟิศหนาแน่นได้มากขึ้น โดยตั้งเป้าเพิ่มได้อีก 10–15 สาขาในกรุงเทพฯ ชั้นใน เป็นโอกาสอีกครั้งที่แบรนด์จะกลับไปคุยใหม่ได้

กรณีศึกษาโมเดลปิดดึก
นอกจากโมเดลทานคนเดียว solo dining อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญคือ Late Night Model ที่ปัจจุบันมี 10 สาขา โดยมี 7 สาขาที่เป็นโลเคชันเดิม และ 3 สาขาที่เป็นโลเคชันใหม่ ตั้งใจเปิดมาเพื่อปิดดึก เช่นสาขาที่ Victoria Garden เพชรเกษมเป็นตึก standalone แบบ community mall เปิดถึงตี 5
ผู้บริหาร เล่ากับทาง BrandAge Online ว่า Bar B Q Plaza ใช้ 5 เกณฑ์หลักในการเลือกโลเคชันร้านปิดดึก ถ้ามีครบ 5 ข้อนี้เราไปได้เลย นั่นคือ
1. ทำเลเป็น Location Gold
2. เข้าถึงได้ โดยไม่รบกวนสถานที่รอบข้าง
3. มีที่จอดรถใกล้ร้าน
4. Facility รองรับ เช่น ห้องน้ำ และความปลอดภัย
5. มีร้านอื่นที่เปิดดึกอยู่ด้วย

อินไซต์ที่น่าสนใจ เรืองชาย เผยว่ากลุ่มลูกค้าไม่ได้เป็นนักเที่ยวกลางคืนอย่างที่คิด แต่กลับเป็นพนักงานห้างและฟรีแลนซ์ที่เลิกงานดึก รวมถึงครอบครัว ที่มาทานหลังสามทุ่มครึ่ง ซึ่งไม่เคยมีโอกาสใช้บริการมาก่อนเพราะร้านปิดเร็ว
สุดท้าย สิ่งที่เห็นชัดคือ Bar B Q Plaza ไม่ได้เป็นเพียงร้านปิ้งย่างบนกะทะทองเหลืองอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนตัวเองให้เป็นแบรนด์ที่ยืดหยุ่นตามบริบท เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในแต่ละ Occasion ได้ตรงจุด ไม่ว่าจะเป็น
- One Size Fits All สู่ One Size Fits One
- Standard Model สู่ Multi-Model
- ร้านครอบครัว ที่สามารถทานคนเดียวและทานช่วงดึกก็ได้เช่นกัน
นี่คือการปรับตัวที่อาจทำให้ Bar B Q Plaza ไม่เพียงอยู่รอด แต่ยังขยายการเติบโตในทำเลที่ไม่เคยเข้าถึงมาก่อน และเป็นก้าวสำคัญในการรักษาตำแหน่ง Top of Mind ของแบรนด์ร้านอาหารในไทย