ในงานเขียนจะเขียนอย่างไรให้คนอ่าน ในงานเพลงต้องแต่งอย่างไรให้คนฟัง ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ก็มักจะมีการตั้งคำถามว่า “จะเล่าเรื่องอย่างไรให้คนดูสนใจ?”
Session: ศรัทธาในพลังการเล่าเรื่องแบบไทยสู่เวทีโลก จากงาน “Adman Awards & Symposium 2025” ที่รวม 3 ผู้กำกับ ได้แก่ ยงยุทธ ทองกองทุน, วรรธนพงศ์ วงศ์วรรณ, และ เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์ มาร่วมกันพูดคุยถึงเหตุผลที่ Storytelling แบบไทยๆ สามารถเดินทางข้ามพรมแดนและก้องไกลบนเวทีโลกได้ สามารถตอบคำถามข้างต้นที่สงสัยว่า “จะเล่าเรื่องอย่างไรให้คนดูสนใจ?”
และคำตอบ ไม่ใช่ความตั้งใจจะ “เป็นอินเตอร์” แต่กลับเริ่มจากสิ่งที่เล็กกว่านั้น คือความอยากเล่า ความจริงใจ และความเป็นมนุษย์
[Storytelling ที่ไปไกลที่สุด เริ่มต้นจากการไม่เคยตั้งใจไปไกล]
ยงยุทธ ทองกองทุน Filmmaker เปิดประเด็นด้วยคำที่ฟังเหมือนง่ายว่า
“ตัดคำว่าเวทีโลกออกไปได้เลย เราแค่รู้ เข้าใจ และสนุกกับมันก็พอ”
ทฤษฎี Storytelling ที่ปรากฏตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าในภาพยนตร์ไทยที่โด่งดัง ไม่ว่าจะ สตรีเหล็ก, สืบสันดาน, ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ ล้วนไม่ใช่งานที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อไล่ล่าตลาดสากล แท้จริงแล้วล้วนสร้างขึ้นเพื่อคนไทยในเวลานั้น และในความจริงของพื้นที่นั้น
งานที่ถูกสร้างเพื่อตลาดโลก กลับไม่ค่อยไปไกล
แต่งานที่ถูกสร้างจาก “ความจริงที่เฉพาะเจาะจง” กลับเปิดทางให้ผู้ชมจากวัฒนธรรมอื่นเข้าใกล้มัน
ความเฉพาะเจาะจงกลายเป็นความสากล
เพราะมนุษย์ทุกที่ต่างก็กำลังค้นหาความจริงบางอย่างไม่ต่างกัน
[นำเสนอพื้นที่เล็ก เล่าความรู้สึกใหญ่ เคล็ดลับ Storytelling ไทย]
ผลงานของวรรธนพงศ์ วงศ์วรรณ Director (ซีรีส์สาธุ) คือกรณีศึกษาที่ดีที่สุด สาธุ เป็นซีรีส์ที่หยิบเอาการตั้งคำถามต่อพุทธพาณิชย์ เรื่องเล่าที่เฉพาะตัวมากจนแทบจะ “ไทยเกินไป” สำหรับตลาดโลก ขณะเดียวกันกลับเป็นที่สนใจในหลายประเทศ
เหตุผลไม่ใช่เพราะผู้คนเข้าใจพิธีกรรม แต่เพราะพวกเขาเข้าใจ “การตั้งคำถามต่อศรัทธา” ซึ่งเป็นอารมณ์สากลของมนุษย์ที่ศาสนาไหนก็มี
อย่างในสาธุสะท้อนให้เห็นว่า โลกของความเชื่ออาจต่างกัน แต่โลกของความรู้สึกเชื่อมถึงกันเสมอ นี่แหละ Storytelling แบบไทยที่เดินเข้าสู่ Storytelling แบบสากลอย่างแนบเนียน
[การเล่าเรื่องที่เริ่มจากคำถาม พลังของ Storytelling ที่มนุษย์ทั้งโลกเข้าใจ]
ถ้าผลงานของยงยุทธและวรรธนพงศ์ คือ “พื้นที่” ผลงานของเอกสิทธิ์ ไทยรัตน์ Film Director Springboard Plus Co.,Ltd คือ “คำถาม”
เอกสิทธิ์ ยกตัวอย่างผลงานอย่าง 13 เกมสยอง ว่ามีจุดเริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่า
“มนุษย์จะสูญเสียความเป็นคน เมื่อถูกจ้างเท่าไหร่?”
Storytelling แบบ Human Condition ที่ประเทศไหนก็เข้าใจ จนกลายเป็นไอเดียและแรงบันดาลใจให้หลายงานต่างประเทศ อาทิ Squid Game ที่ทีมผู้จัดทำได้ออกมาเผยว่าได้เคยดู 13 เกมสยอง และหยิบกลไกบางส่วนไปใช้
เอกสิทธิ์ สรุปจุดผกผันสำคัญของผู้สร้างไทยว่า “ถ้าเราตั้งโจทย์ว่าจะขายความเป็นไทย มันจะเกร็งไป เราเป็นไทยอยู่แล้ว ทำออกมาก็ไทยอยู่แล้ว”
ความเป็นไทยจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องสร้างเพิ่ม ความเป็นไทยเป็นสิ่งที่ต้องปล่อยให้เกิดภายใต้ Storytelling ธรรมชาติของผู้เล่า
[ความไทยแบบไม่ยัดเยียด สารลับของ Storytelling ที่ผู้ชมต่างชาติชอบ]
3 ผู้กำกับเห็นตรงกันว่า ความเป็นไทยที่ผู้ชมต่างชาติชื่นชอบที่สุดไม่ใช่แบบที่สะท้อนตามโปสการ์ด แต่เป็นความเป็นไทยที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ขัน การหัวเราะในเรื่องเครียด ความสัมพันธ์ฉับไว และวิธีคิดแบบไทย
การยัดเยียดไทยแบบตลาดน้ำ ชุดไทย นางรำ ไม่ได้ทำให้คอนเทนต์โดดเด่น ตรงกันข้ามกลับทำให้เด็กไทยเองไม่อยากดู เพราะรู้สึกถูกยัดเยียด
เอกสิทธิ์สรุปว่า “แค่เราเป็นคนไทย ทำหนังไทยมันก็ไทยอยู่แล้ว ไม่ต้องใส่ลายไทยทุกฉากก็ได้”
ตัวอย่างตรงไปตรงมาคือ “ต้มยำกุ้ง-ผัดกะเพรา” ของวรรธนพงศ์ “คนต่างชาติมองว่าไทยต้องต้มยำกุ้งตลอดเวลา แต่ในความจริงคนไทยกินผัดกะเพรามากกว่านี่คือความเป็นไทยจริงๆ ที่คนดูอยากเห็น”
ยิ่งไทยแบบยัดเยียด ยิ่งไม่ไทย เพราะผู้ชมรู้ทัน และความจริงใจคือหัวใจของ Storytelling ที่แท้จริง
[สร้างโลกให้คนดูเดินเข้า ไม่ใช่ลากเข้าไป]
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่าเรื่องและผู้ดูคือความไว้วางใจ ไม่ใช่การคาดหวังว่าผู้ชมจะ “รู้” ทุกอย่างตั้งแต่ฉากแรก
ยงยุทธสรุปหลัก Storytelling ไว้อย่างเฉียบคมว่า “ไม่จำเป็นต้องสร้างจากเรื่องราวที่ทุกคนลิงก์ได้แต่แรก คนเรามักมีความพยายามที่อยากจะรู้ แม้ความเข้าใจร่วมมีมากหรือน้อยก็ตาม เป็นหน้าที่ของคนเล่า ที่ต้องทำให้คนอยากจะรู้”
เหตุผลที่ Storytelling ไทยจำนวนมากสร้างโลกได้ชัดจนผู้ชมต่างชาติเต็มใจเดินตามไปโดยไม่ต้องถูกบังคับ
การเล่าเรื่องแบบไทยไม่ใช่การอธิบาย ถ้าสังเกตดีๆ เป็นการชวนสำรวจมากกว่า
[Storytelling ไทยในโลกปัจจุบัน จุดแข็งที่ไม่ได้มาจากการลอก แต่มาจากการเข้าใจตัวเอง]
เมื่อสรุปทุกเสียง แก่นเดียวที่ชัดเจนที่สุดคือ: ไทยไปไกลได้ เพราะไทยรู้จักตัวเองมากขึ้น
ไม่ใช่ไทยที่พยายามตามสูตร
ไม่ใช่ไทยที่ตามภาพจำ
ไม่ใช่ไทยที่คาดหวังตลาดโลก
แต่เป็นไทยที่ถามตัวเองว่า
“คนไทยสนใจอะไรจริงๆ?”
“ความรู้สึกนี้เป็นความรู้สึกของมนุษย์ด้วยหรือไม่?”
“เราสนุกกับการเล่าเรื่องนี้หรือเปล่า?”
งานที่ตอบคำถามเหล่านี้ได้ คืองานที่เดินทางออกจากบ้านอย่างมั่นใจ และกลับมาด้วยเสียงตอบรับจากทั่วโลก
Storytelling ไทย ไม่จำเป็นต้องดังระดับโลก ถ้ามันจริงโลกจะเดินมาหาเอง
Storytelling แบบไทย ไม่ได้เริ่มจากตลาดโลก แต่เริ่มจากความอยากเล่า ความจริงใจ และความเป็นมนุษย์ที่ไม่เปลี่ยนไปตามแดนหรือภาษา 3 ผู้กำกับย้ำสิ่งเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมายว่า “เล่าเพื่อเข้าใจตัวเอง โลกจึงเข้าใจเรา”
Storytelling แบบไทยที่กำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ มีตัวตน และเต็มไปด้วยพื้นที่ทางความคิดที่มนุษย์ทั้งโลกอยากร่วมสำรวจ