ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สมรภูมิธุรกิจเครื่องปรับอากาศในไทยร้อนแรงไม่ต่างจากอุณหภูมิในช่วงหน้าร้อน โดยตลาดรวมในปีที่ผ่านมามีมูลค่ากว่า 34,000 ล้านบาท จากสถานการณ์การแข่งขันที่มีทั้งแบรนด์ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และไทย ที่ต่างก็ใช้ทั้งนวัตกรรม ราคา และโปรโมชันเป็นอาวุธหลักในการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด
ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน จากยุคที่เคยรับฟังและตัดสินใจซื้อจากการแนะนำของร้านค้าก็เปลี่ยนมาเป็นสืบค้นหาข้อมูลด้วยตัวเอง โดยเฉพาะบนโซเชียลมีเดียกลายเป็นแหล่งการหาข้อมูลที่หลากหลายรูปแบบ ทั้งข้อมูลการรีวิวการใช้งานจริง ข้อมูลการเปรียบเทียบฟังก์ชันการประหยัดไฟ ไปจนถึงข้อมูลจากการคอมเมนต์ในโพสต์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

“ไดกิ้น” (DAIKIN) คือหนึ่งในแบรนด์เครื่องปรับอากาศยอดนิยมจากประเทศญี่ปุ่น ที่ผู้บริโภคชาวไทยให้ความสนใจ และหากมองในแง่ Brand Asset จะพบว่าจุดแข็งของไดกิ้นเริ่มต้นจาก “แก่น” ของแบรนด์ที่ชัดเจนในสายตาผู้บริโภค นั่นคือภาพลักษณ์ความเป็นแบรนด์ญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ประหยัดพลังงาน และคุณภาพที่เชื่อถือได้ องค์ประกอบเหล่านี้กลายเป็นแต้มต่อที่ช่วยให้ผู้บริโภคเปิดใจรับฟังการสื่อสารของไดกิ้นที่ปรากฏอยู่บนโลกออนไลน์ได้ง่ายกว่าแบรนด์ที่ยังไม่มีความชัดเจนในจุดยืนของตัวเอง
ไดกิ้น ยังพิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของการสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย จากการที่แบรนด์ประสบความสำเร็จได้รับการจัดอันดับให้เป็นแบรนด์อันดับ 1 ในกลุ่มเครื่องปรับอากาศ จากผลสำรวจ 2025 Thailand’s Social Power Brand ซึ่งวัดผลจากประสิทธิภาพการสื่อสารบนโลกโซเชียล ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพของการปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภค ยิ่งตอกย้ำแนวทางการสื่อสารของแบรนด์บนโซเชียลมีเดียว่าดำเนินมาถูกทางแล้ว

คุณวรพงศ์ กียปัจจ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคบน โซเชียลมีเดียมีความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด และให้ความสนใจกับคอนเทนต์ที่กระชับ เข้าใจง่าย สามารถนำไปใช้ได้จริง ขณะเดียวกันก็คาดหวัง “การมีส่วนร่วม” (Interaction) กับแบรนด์ ไดกิ้นจึงปรับกลยุทธ์การสื่อสารให้มีความ “Human-centric” มากขึ้น โดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค

โดยไดกิ้นมุ่งเน้นการสร้าง Engagement ผ่านกิจกรรมออนไลน์และแคมเปญที่ชวนให้ผู้ติดตามมีส่วนร่วม และให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านคอนเทนต์ที่สอดคล้องกับเทรนด์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้คอนเทนต์มีความน่าสนใจและทันต่อสถานการณ์ พร้อมนำข้อมูลและเสียงตอบรับเหล่านี้มาปรับปรุงคอนเทนต์ให้สอดคล้องกับความสนใจและความต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
ไดกิ้น ยังให้ความสำคัญกับการสื่อสารในช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ โดยปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับเทรนด์และลักษณะของแต่ละแพลตฟอร์มไม่ว่าจะเป็น Facebook Line หรือ TikTok เพื่อให้เหมาะกับความต้องการและพฤติกรรมการเสพสื่อที่แตกต่างกันของผู้ใช้ นอกจากนี้ ไดกิ้นยังให้ความสำคัญกับการติดตามและวิเคราะห์ผล (Social Media Monitoring) เพื่อสังเกตเสียงตอบรับของผู้บริโภค และนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงแนวทางการสื่อสารให้เหมาะสม ทั้งในด้านเนื้อหาและรูปแบบกิจกรรม ส่งผลให้แบรนด์สามารถสื่อสารได้อย่างตรงใจ สร้างความเชื่อมั่น และคงความเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคจดจำได้ พร้อมทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือในระยะยาว
เมื่อแบรนด์สามารถสร้าง Brand Engagement ที่มีประสิทธิภาพได้อย่างสม่ำเสมอ ย่อมกลายเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว และมีโอกาสที่จะต่อยอดไปสู่ความภักดี (Loyalty) และกลายเป็นความรักต่อแบรนด์ (Brand Love) ได้ในที่สุด โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ไดกิ้นใช้สร้าง Engagement คือ Sport Marketing โดยเลือกใช้ “ฟุตบอล” เป็นสื่อกลางในการสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้บริโภค เพราะมองว่า ฟุตบอลคือกีฬาที่เชื่อมผู้คนจากหลากหลายวัยและอาชีพเข้าไว้ด้วยกัน ไดกิ้นจึงได้เป็นพันธมิตรหลักของทีมชาติไทย “ช้างศึก” มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 นอกจากนี้ ยังให้การสนับสนุนกับสโมสรชั้นนำในไทยลีกอย่าง ชลบุรี เอฟซี ทรูแบงค็อก ยูไนเต็ด และบีจี ปทุม ยูไนเต็ด เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับแฟนฟุตบอลทั่วประเทศ ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวไดกิ้นได้เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ประสบการณ์การเชียร์ทีมชาติไทยอย่างใกล้ชิดผ่านกิจกรรมต่างๆ โดยไม่ได้จำกัดบทบาทเพียงการติดโลโก้บนเสื้อหรือป้ายโฆษณาในสนาม แต่ต่อยอดออกมาเป็นแคมเปญและกิจกรรมออนไลน์ที่ให้แฟนบอลมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

แคมเปญ “Blue Spirit ทำมันส์ให้สุด” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนของการผสมผสานระหว่างพลังของกีฬาและการสร้าง Engagement บนโลกออนไลน์ โดยเปิดโอกาสให้แฟนบอลร่วมสนุก ลุ้นรับของรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เช่น เสื้อเจอร์ซีย์ทีมชาติไทยจากไดกิ้น และบัตรเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลในแมตช์ต่างๆ ซึ่งช่วยสร้างกระแสการมีส่วนร่วมในโลกออนไลน์ และขยายการรับรู้ของแบรนด์ไปยังกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปที่อาจยังไม่เคยเป็นลูกค้าไดกิ้นมาก่อน และยังช่วยสร้างโอกาสในการใกล้ชิดกับทีมชาติให้กับแฟนบอลไทย เกิดเป็นความรู้สึกผูกพันและภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแรงเชียร์ทีมชาติ ผ่านกิจกรรมที่เต็มไปด้วยความสนุกและพลังบวก
ไดกิ้นยังได้ร่วมผลักดันวงการกีฬาไทยตั้งแต่ระดับรากฐานผ่านกิจกรรม “Daikin Kids Football Fest” ที่เกิดจากความร่วมมือกับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย โดยส่งเสริมทักษะด้านฟุตบอลพร้อมเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ฝึกฝนกับโค้ชและนักเตะระดับประเทศอย่างใกล้ชิด กิจกรรมเหล่านี้เป็นโอกาสให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกใกล้ชิดและผูกพันกับแบรนด์มากยิ่งขึ้น และต่อยอดไปสู่การสร้าง Brand Loyalty และ Brand Love ได้ในอนาคต
คุณวรพงศ์ ยังมองว่าการใช้กลยุทธ์การสื่อสารผ่าน KOL (Key Opinion Leader) คือองค์ประกอบสำคัญในการสื่อสารกับผู้บริโภคยุคใหม่ เนื่องจาก KOL เป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิดที่สามารถเชื่อมแบรนด์กับผู้บริโภคเข้าด้วยกันได้ ด้วยการเล่าเรื่องที่เข้าถึงง่าย และมีความคิดสร้างสรรค์ ช่วยให้สารของแบรนด์ถูกส่งต่อไปได้อย่างน่าสนใจและมีพลังมากขึ้นเมื่อถูกนำเสนอผ่านมุมมองของ KOL
ขณะเดียวกัน การเลือก KOL ต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์ที่สอดคล้องกับตัวตนของแบรนด์ เพื่อให้คอนเทนต์เชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด สำหรับไดกิ้นเลือกใช้ KOL หลากหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มช่างผู้เชี่ยวชาญเชิงเทคนิค กลุ่มครอบครัวที่เน้นเรื่องคุณภาพอากาศในบ้าน กลุ่ม First Jobber ที่มองหาเทคโนโลยีที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน ไปจนถึงกลุ่ม Luxury Home ที่สะท้อนภาพลักษณ์ความพรีเมียม และนวัตกรรมระดับสูง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าแบรนด์สามารถเชื่อมโยงและเข้าถึงทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง และด้วยรากฐานความเป็นแบรนด์ญี่ปุ่น ทำให้ชื่อ Daikin เป็นสัญลักษณ์ของเทคโนโลยีล้ำสมัย การประหยัดพลังงานสูงสุด และคุณภาพที่ผู้บริโภคไว้วางใจเสมอมา

จากจุดยืนนี้ ไดกิ้นกำลังเดินสู่เป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจนยิ่งขึ้น คือการตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็น 'ผู้นำนวัตกรรมด้านความยั่งยืน' (Sustainability Innovation Leader) โดยไดกิ้นมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีที่ไม่เพียงยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค แต่ยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้แบรนด์เติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในด้านเทคโนโลยีและความสัมพันธ์กับผู้บริโภค พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์ที่ “เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก” 'อย่างแท้จริง
คุณวรพงศ์ กล่าวย้ำถึงความท้าทายของไดกิ้นในการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืนบนโลกโซเชียล จำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่าง “ภาพลักษณ์แบรนด์” และ “การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว” ในยุคที่เทรนด์ใหม่เกิดขึ้นแทบทุกวัน สำหรับไดกิ้นต้องมีความยืดหยุ่น พร้อมปรับเปลี่ยนทิศทางการสื่อสารให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ

“อีกหนึ่งความท้าทายคือการบาลานซ์ระหว่างคอนเทนต์ที่สร้างคุณค่าให้กับแบรนด์ เช่น การให้ความรู้ในเรื่องเครื่องปรับอากาศ กับคอนเทนต์ Real-time ที่เน้นความสนุกและทันกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือกิจกรรมที่ชวนให้ผู้ติดตามมีส่วนร่วม เพื่อให้เพจของไดกิ้นมีชีวิตชีวาและสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งสำคัญคือต้องไม่หลุดจากเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่เน้นความน่าเชื่อถือ เทคโนโลยี และคุณภาพในแบบญี่ปุ่นที่ต้องรักษาไว้ตลอดไป” คุณวรพงศ์ กล่าว
ในท้ายที่สุด ความสำเร็จของไดกิ้นจากการได้รับรางวัล 2025 Thailand’s Social Power Brand ไม่ได้สะท้อนเพียง “คะแนนโซเชียลที่สูงที่สุด” ในกลุ่มเครื่องปรับอากาศ แต่คือภาพรวมของการวางกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงตั้งแต่จุดแข็งของแบรนด์ ตัวตนบนโลกออนไลน์ แพลตฟอร์มที่เลือกใช้ แคมเปญที่สร้างการมีส่วนร่วม ไปจนถึงวิธีการเปลี่ยน Engagement ให้กลายเป็นความไว้วางใจและยอดขายจริง เมื่อแบรนด์มองโซเชียลมีเดียเป็นสนามที่ต้องเล่นในระยะยาว ไดกิ้นจึงไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์เครื่องปรับอากาศที่ผู้บริโภคเลือกใช้ แต่ยังเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคอยากติดตามและพร้อมจะเชียร์ต่อไปอีกนาน