ความน่าสนใจในการทำตลาดถ่านไฟฉายของพานาโซนิค ในฐานะผู้นำตลาดที่น่าจะมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ในมือมาก กว่าครึ่งหนึ่งของตลาด ไม่ได้อยู่ที่การรักษาหรือเพิ่มส่วนแบ่งตลาดที่มีอยู่ในมือเท่านั้น แต่ในฐานะผู้นำตลาดที่มีส่วนแบ่งทิ้ง ห่างคู่แข่งขันค่อนข้างมาก จึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้ตลาดยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ยิ่งมองมาที่ตลาดในประเทศไทยแล้วพบว่า ความต้องการถ่านไฟฉายอยู่ที่ประมาณ 320 ล้านก้อนต่อปี ซึ่งจากการ รวบรวมข้อมูลในแง่ของแวลู่ของตลาดแล้ว พบว่า มูลค่าตลาดจะมีประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี มีอัตราการเติบโตเป็น ตัวเลขหลักเดียว นั่นคือประมาณไม่เกิน 3% ต่อปี
การที่จะยังคงทำให้ตลาดมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง จึงอยู่ที่ความพยายามในการเข้าถึงโอกาสในการใช้ถ่าน ไฟฉายกับอุปกรณ์ต่างๆ ที่ยังต้องพึ่งพาการใช้พลังงานจากถ่านไฟฉาย
สิ่งที่พานาโซนิคทำออกมาถือว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะการขยายฐานตลาดรวมถึงการขับเคลื่อนธุรกิจถ่านไฟฉาย ให้ยังคงมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่องนั้น จะมีทั้งที่เป็นแนวลึกและแนวกว้าง
ในแง่ของแนวกว้างนั้น พานาโซนิคมีการมองถึงการขยายตลาดไปยังอาเซียน หรือการทำRegional Expansion โดยใช้ไทยเป็น Strategic Hub หรือฐานการผลิตและส่งออกที่สำคัญเพื่อขยายฐานการเติบโตไปยังตลาดในภูมิภาคอาเซียน ผ่านการใช้ฐานการผลิตที่แข็งแกร่งของตัวเอง รวมถึงการนำ Role Model ที่ใช้ทำตลาดในไทย เป็นต้นแบบในการขยายออกไป
โรงงานในไทยที่ จ.สมุทรปราการ เป็นหนึ่งในโรงงานถ่านไฟฉายที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่ม เป็นฐานการผลิตนอกญี่ปุ่น แห่งแรกของพานาโซนิค ซึ่งเป็นฐานผลิตที่สำคัญในการส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มประเทศอย่างกัมพูชา, ลาว, เมียนมา, เวียดนาม ซึ่งยังมีอัตราการเข้าถึงไฟฟ้าไม่ครอบคลุมในบางพื้นที่ ทำให้ "ถ่านไฟฉาย" ยังเป็นสินค้าจำเป็นพื้นฐาน

นอกจากรูปแบบการทำตลาดที่เป็นสูตรสำเร็จที่ใช้ในไทยแล้ว ยังมีการการปรับสินค้าให้เข้ากับท้องถิ่น โดยในตลาด อาเซียน พานาโซนิคยังคงจำหน่าย "ถ่านแมงกานีส" ควบคู่กับอัลคาไลน์ เนื่องจากตอบโจทย์ด้านราคาในตลาดที่กำลังพัฒนา ได้ดีกว่า
ส่วนในแนวลึก ที่เป็นการขยายฐานตลาดในประเทศไทยให้มีการเติบโตเพิ่มมากขึ้นนั้น พานาโซนิคมองถึงการขยาย โอกาสการใช้ไปยังอุปกรณ์ใหม่ๆ หรือ New Device Segments โดยพยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์จากการเป็นแค่ "ถ่านใส่ ไฟฉาย" ไปสู่การเป็น "ขุมพลังของ Smart Life"
นอกจากนี้ ยังมีการมองถึงการขยายฐานการใช้เข้าไปยังกลุ่ม Smart Home & IoT เน้นการทำตลาดถ่าน Alkaline ประสิทธิภาพสูง อาทิ อุปกรณ์อย่างประตูล็อกอัจฉริยะ (Smart Door Lock), ก๊อกน้ำอัตโนมัติ และเซนเซอร์ตรวจจับควัน ซึ่งต้องการแรงดันไฟที่คงที่และป้องกันการรั่วซึม (Anti-Leak) เพื่อไม่ให้อุปกรณ์พรีเมียมเสียหาย โดยนอกจากจะทำตลาด ร่วมกับสินค้าในกลุ่มโซลูชันด้านสมาร์ตโฮมของพานาโซนิคเองแล้ว ยังมีการร่วมมือกับแบรนด์พันธมิตร เพื่อนำสินค้าเข้าไป ขายพ่วงเป็นแพ็ก
ขณะที่สินค้าอีก 2 กลุ่มที่ถูกมองว่าน่าจะมีการใช้ร่วมกับฐานไฟฉายโดยเฉพาะถ่านอัลคาไลน์ก็คือกลุ่ม Gaming & Gadget อย่างการรุกตลาดกลุ่ม Joy Controller ของเครื่องเล่นเกม และอุปกรณ์ไร้สายที่ต้องการพลังงานต่อเนื่องยาวนาน รวมถึงกลุ่มสินค้าอุปกรณ์การแพทย์ในบ้าน อาทิ เครื่องวัดความดันโลหิตแบบพกพา ซึ่งเติบโตสูงตามเทรนด์สังคมผู้สูงอายุ ในไทยและภูมิภาคอาเซียน
ตัวอย่างที่น่าสนใจในการทำตลาดเพื่อขยายฐานการใช้ในช่วงที่ผ่านก็คือการเข้าไปจับมือร่วมกันทำตลาดร่วมกับ บริษัท สยามทามิยะ จำกัด ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัท Tamiya ประเทศญี่ปุ่น โดยเข้าไปเป็นผู้สนับสนุนถ่านไฟฉาย อย่างเป็นทางการ ในการแข่งขัน “Tamiya Mini 4WD Asia Challenge 2026” (รอบคัดเลือกตัวแทนประเทศไทย)
ความร่วมมือครั้งนั้นจะเป็นการผสานเทคโนโลยีถ่านไฟฉาย Panasonic ที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้งานได้ยาวนาน เข้ากับรถ Mini 4WD คุณภาพสูงของ Tamiya เพื่อสร้างประสบการณ์การแข่งขันที่ผู้แข่งขันสามารถแสดงศักยภาพได้สูงสุด
แน่นอนว่า สิ่งที่ได้ตามมาก็คือการเกิดการทดลองใช้จริงที่จะสามารถต่อยอดไปสู่ผู้ใช้สินค้า โดยในปีงบประมาณ 2024 สยามทามิยะ มียอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กว่า 30,500 ชิ้น และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นทุกปี ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาด สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีร้านค้าปลีกจำหน่ายสินค้าของ Tamiya และชุมชนผู้เล่นจำนวนมาก แฟนคลับ ของ Tamiya มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ที่ชื่นชอบทั้งการสะสมและการแข่งขัน รวมถึงนักออกแบบและวิศวกรสมัครเล่นที่ให้ความ สำคัญกับคุณภาพของสินค้า

การร่วมมือกับพันธมิตรรายนี้จะทำให้เกิดประสบการณ์การใช้ถ่านของพานาโซนิค ที่จะนำไปสู่การสร้างความน่า เชื่อถือในเรื่องของการมีประสิทธิภาพสูงและอายุการใช้งานยาวนาน ซึ่งจะช่วยยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้สูงขึ้นด้วย จากการเป็นถ่านไฟฉายที่ใช้งานได้ยาวนาน แน่นอนว่า มีส่วนทำให้ถ่านไฟฉายพานาโซนิค สามารถก้าวเข้าสู่ตลาดกลุ่ม Hobbyist และ RC Racing ที่มีมูลค่าตลาดสูงได้ ถือเป็นอีกการขยายฐานและเพิ่มโอกาสในการใช้ถ่านไฟฉายที่น่าจะส่งผล โดยตรงกับการช่วยเพิ่มโอกาสในการเติบโตของตลาดถ่านไฟฉายในบ้านเราได้ไม่มากก็น้อย
พานาโซนิค มองถึงการสร้างตัวเลขการเติบโตของยอดขายไว้ที่ประมาณ 5% ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2030 ซึ่งถือเป็น ความท้าท้ายอย่างมากในยุคที่การใช้ถ่านไฟฉายถูกดิสรัปท์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ
แน่นอนว่า กลยุทธ์ที่จะเข้ามาสอดรับการขับเคลื่อนการเติบโตของยอดขาย นอกจากเรื่องของแบรนด์แล้ว สิ่งที่ยังเป็น จุดแข็งของพานาโซนิคก็คือการมีระบบจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง ครอบคลุมช่องทางขายกว่า 50,000 ร้านค้า
นอกจากการเป็นเอ็กซ์คลูซีฟ แบรนด์ที่วางขายเพียงรายเดียวในร้าน 7 – Eleven ที่รองรับการซื้อได้อย่างสะดวก และ รวดเร็วแล้ว พานาโซนิคยังมีรูปแบบการจัดจำหน่ายที่เข้ามาช่วยสร้างความสำเร็จอย่างยาวนาน อย่าง “คีย์ ดีลเลอร์” ที่ทำ หน้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายที่ช่วยผลักดันสินค้าเข้าสู่ร้านค้าดั้งเดิมที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยมีคีย์ ดีลเลอร์ทั้งหมด 17 ราย
คีย์ ดีลเลอร์นี้จะคัดเลือกจากยี่ปั๊วในระบบเดิมเข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่าย โดยการใช้ระบบคีย์ ดีลเลอร์นี้ เกิดจาก การมองเห็นว่าระบบดีลเลอร์เดิมที่ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าของพานาโซนิคไม่เหมาะกับการขายสินค้าในกลุ่มถ่านไฟฉาย จึงมีการ ปรับรูปแบบการขายหรือการกระจายสินค้า โดยหันมาใช้ตัวแทนที่มีความเชี่ยวชาญในการขายสินค้า FMCG อยู่แล้ว เข้ามา ช่วยขายสินค้าให้ ซึ่งเป็นการปรับกลยุทธ์ที่ค่อนข้างได้ผลดี และใช้ต่อเนื่องมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี
การเดินหน้าปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้เป็น Premium & Eco-friendly Energy ของพานาโซนิคที่ทำออกมาอย่าง ต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาจะเข้ามามีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสินค้ากลุ่มถ่านไฟฉายของพานาโซนิคให้เข้าไปเติบโตในตลาด ใหม่ๆ ขณะเดียวกัน ยังน่าจะช่วยให้สามารถหนีการแข่งขันด้านราคาจากการรุกเข้ามาของสินค้าจากจีนได้ไม่มากก็น้อย....