• JD Central คล้ายคลึงกับ Amazon ในด้านการขนส่งที่รวดเร็ว หากต้องการส่งด่วน ลูกค้าสามารถรับสินค้าได้ภายใน 1 วัน ซึ่งต่างจาก Lazada หรือ Marketplace อื่น ๆ ที่ต้องใช้เวลาจัดเตรียมสินค้า ไม่มีสต็อกในตัว ทำให้ใช้เวลาจัดส่งที่นานกว่า และที่ JD Central หากสั่งสินค้าครบ 99 บาท ก็จะไม่ต้องเสียค่าจัดส่ง
•มีการนับเวลาถอยหลังให้กับสินค้าโปรโมชั่น โดยปกติลูกค้าจะค่อนข้างสับสนกับระยะเวลาของโปรโมชั่นว่าไม่รู้จะหมดเมื่อไหร่ แม้จะมีวันระบุแต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะหมดในเที่ยงคืนของวันไหนกันแน่ แต่ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นกับ JD Central เพราะมีนาฬิกานับถอยหลังตายตัว ทำให้ลูกค้ามีเวลาตัดสินใจมากขึ้น ซึ่งเวลาจะเริ่มนับถอยหลังให้ลูกค้าเห็นชัด เจนตั้งแต่สินค้าปรากฎในช่องโปรโมชั่น
•การรับประกันสินค้าคุณภาพ ของแท้ ไม่ปลอม ไว้ใจได้ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักช้อปสายแบรนด์เนมทั้งในและต่างประเทศมั่นใจได้กับทุก ๆ เม็ดเงินที่จ่ายออกไป คุ้มค่าและได้สินค้าตามที่ต้องการแน่นอน พร้อมคูปองส่วนลดที่ออกแบบมาเพื่อเหล่านักช้อปทั้งโดยเฉพาะ
•การเลือกผนึกกำลังถูกฝ่ายกับ Central ห้างสรรพสินค้าชั้นนำของไทย พ่วงด้วยร้านค้าออนไลน์ที่ได้รับความนิยมติดอันดับ 1 ใน 10 ตามการจัดอันดับด้วย Map of e-commerce ของ iPrice ทำให้ร้านค้าออนไลน์ JD Central ได้ฐานลูกค้าของเซ็นทรัลไปโดยปริยาย
•มีกำหนดการคืนสินค้ารวดเร็ว เพียง 3-5 วันทำการ จึงช่วยสร้างความมั่นใจให้เหล่านักช้อปไม่ต้องกังวลว่าจะได้สินค้าไม่ได้คุณภาพ หรือแม้แต่เรื่องการคืนสินค้า
ข้อดีของการจับมือกันระหว่าง JD.com และ Central ประเด็นที่สำคัญ คือการดึงจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาผนึกกำลังกัน ซึ่งเห็นได้ชัดๆ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การเสริมให้ JD.com เป็น Marketplace ที่ใหญ่ที่สุดในไทยจากโครงข่ายของ Central 2.การเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบชำระเงินออนไลน์ทั้ง E-Payment และ Wallet จากเทคโนโลยี Big Data ของ JD Finance และ 3.การอุดช่องโหว่ของระบบขนส่งด้วยระบบ E-Logistic ที่ JD.com เคยประสบความสำเร็จในจีนโดยการใช้โดรนจัดส่งสินค้าทำให้ลดต้นทุนไปได้มากกว่าครึ่ง แม้ในไทยการใช้งานโดรนจะยังมีขีดจำกัดอยู่มาก แต่ด้วยประสบการณ์ของ JD.com ผู้ได้รับสมญานามว่า ‘อเมซอนแห่งจีน’ ในตลาดไทยก็คงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับ JD Central แน่นอน