สำหรับ 4 กลยุทธ์การดำเนินงานที่สำคัญข้างต้นของโรบินสัน ที่จะเป็น The Next Levelของธุรกิจประกอบด้วย 1)กลยุทธ์การบริหารแบรนด์สินค้าที่จะสร้างให้โรบินสันกลายเป็น Lifestyle Destination ของนักช็อป ที่จะสร้างประสบการณ์ในการข็อปปิ้งรูปแบบใหม่ ที่พร้อมตอบทุกโจทย์ความต้องการของนักช็อปได้อย่างครบวงจรกับ 4 กลุ่มสินค้าหลัก ทั้งกลุ่มสินค้าHome Appliancesที่ได้ปรับวิธีการนำเสนอสินค้าเครื่องใช้และของตกแต่งบ้านในรูปแบบใหม่ให้มีความเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น เพื่อปรับตัวตามเทรนด์การตกแต่งบ้านจากทั่วโลกที่เกิดขึ้นมากมาย รวมทั้งพฤติกรรมการซื้อสินค้าของนักช็อปที่เปลี่ยนแปลงไป กลุ่มสินค้า Kids and Familyที่มีการปรับทั้งในส่วนสินค้าและเพิ่มเติมบริการ อย่าง Mom Assistants, Baby Care Room และ Mom & Baby Clubเพื่อตอบรับกับรูปแบบครอบครัวสมัยใหม่ที่เป็น Young MomYoung Family มากขึ้น กลุ่มสินค้าFashionที่จุดแข็งของโรบินสันอยู่ที่การเป็น No.1 Jeans และ Lingerie Destination ที่ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าทุกเพศ ทุกวัย ซึ่งโรบินสันจะเดินหน้าคัดสรรสินค้าแบรนด์ใหม่ๆ ที่มีคุณภาพและมีความหลากหลายเพื่อนำเสนอแก่นักช็อป อีกทั้งมุ่งสร้างประสบการณ์ที่มากกว่าการช็อปปิ้งผ่านอีเว้นท์มาร์เก็ตติ้งที่น่าสนใจ, การครีเอทโซนสินค้าใหม่ๆ, และบริการพิเศษต่างๆ ที่สร้างความประทับใจอาทิBra Advisor,Personalized Service กลุ่มสินค้าCosmetic ที่เน้นสร้างประสบการณ์ความสะดวกสบายในการช็อปปิ้งที่ให้นักช็อปสามารถช็อปปิ้งสินค้าที่ถูกใจตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า และรับบริการครบจบในที่เดียว 2) กลยุทธ์การบริหารฐานข้อมูลลูกค้าที่นับเป็นบิ๊กดาต้าที่แข็งแกร่งในธุรกิจค้าปลีก โดยปัจจุบันโรบินสันมีฐานลูกค้าจากกลุ่มสมาชิกบัตรเดอะวันกว่า 14 ล้านคน ซึ่งโรบินสันได้เดินหน้าสร้างประสบการณ์ร่วมที่ดีกับกลุ่มนักช็อปอย่างต่อเนื่องโดยมีการปรับรูปแบบการสื่อสารกับกลุ่มนักช็อปตามไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ด้วยแพลทฟอร์มการสื่อสารทางออนไลน์ที่มีศักยภาพซึ่งโรบินสันได้รับความสำเร็จเป็นอย่างดี อย่างการสื่อสารทางLine ผ่าน Line Smart Connect ที่ในปัจจุบันโรบินสันมี Line Friends ถึงกว่า 15.8 ล้านคน หรือการสื่อสารบน Facebook ที่มี Fanpageถึงกว่า 1.8 ล้านคน หรือแม้กระทั่งการสื่อสารบน Instagramที่มี Follower ถึงกว่า 470,000 คน และ Youtube Channel ที่มี Follower กว่า 21,000 คน โดยโรบินสันได้นำฐานข้อมูลนักช็อปในช่องทางออนไลน์ต่างๆ มาทำประโยชน์ให้แก่ธุรกิจในการต่อยอดและขยายโอกาสทางธุรกิจ ทั้งในด้านการแบ่งส่วนตลาด การกำหนดตลาดเป้าหมาย การกำหนดตำแหน่งสินค้าและการบริการซึ่งจะส่งผลให้เกิดความแข็งแกร่งแก่ธุรกิจอย่างต่อเนื่อง 3)กลยุทธ์การขยายสาขาและการบริหารพื้นที่ขาย ซึ่งในปัจจุบันโรบินสันมีสาขาถึง 47 สาขา ทั้งในรูปแบบห้างสรรพสินค้า และศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ โดยมีพื้นที่การให้บริการรวมถึงกว่า 1,000,000ตารางเมตร และมีจำนวนผู้เช่ามากถึงกว่า1,500 ราย ซึ่งมีจำนวนนักช็อปเข้ามาใช้บริการกว่า 90 ล้านคนต่อปี โดยในช่วงเดือนธันวาคม 2561 นี้ โรบินสันจะมีการเปิดสาขาเพิ่มในรูปแบบศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์อีก 1 สาขา ในชื่อ ‘ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ชัยภูมิ’ รวมเป็น 48 สาขาในปลายปี 2561 ที่มุ่งเน้นสู่การเป็นศูนย์กลางของชุมชน ในการเป็นไลฟ์สไตล์เดสติเนชั่นของครอบครัว อีกทั้งเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์วัฒนธรรม และให้การสนับสนุนธุรกิจ SME ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงการเป็นองค์กรสีเขียวที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคม 4)กลยุทธ์การพัฒนาธุรกิจเพื่อก้าวสู่การเป็น Omni Channelที่สมบูรณ์แบบผ่านช่องทาง Robinson Shopping Onlineและระบบช้อปปิ้งออนไลน์อย่าง ‘Click and Collect’ บน www.robinson.co.th โดย‘Click and Collect’ ถือเป็นการรวม Online และ Offline ช็อปปิ้งเข้าด้วยกันรวมทั้งบริการล่าสุดอย่างRobinson Chat & Shop ผ่าน Line @RobinsonOnlineโดยมีพนักงานที่รอให้บริการช่วยหาสินค้า และส่งให้ถึงบ้าน เสมือนมีผู้ช่วยช็อปส่วนตัวซึ่งโรบินสันมีแผนจะเปิดตัวรูปแบบการให้บริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ Omni Mall, IG Shop, Market Place เพื่อก้าวสู่การเป็นOmni Channelที่มีสมบูรณ์แบบมากขึ้นในอนาคต
“โรบินสันมั่นใจว่าจาก 4 กลยุทธ์การดำเนินงานที่สำคัญ จะทำให้โรบินสันอยู่ใน Position ที่ดีและมีความได้เปรียบ ในการที่จะเติบโตและแข่งขันในธุรกิจรีเทลที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะสามารถนำพาพันธมิตรคู่ค้าทางธุรกิจเติบโตสู่ความสำเร็จไปด้วยกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้โรบินสันยังคงครองความเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจที่แข็งแกร่งในตลาดรีเทลไทยในอนาคตได้อย่างแน่นอน” วุฒิเกียรติกล่าวสรุป