ถึงแม้ว่า ดาต้า เพาเวอร์ จะมีความพร้อมด้านบุคคลากร วิสัยทัศน์ อีกทั้งมีการใช้เทคโนโลยีและสามารถที่จะประยุกต์เทคโนโลยี IOT ได้อยู่แล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญยังเชื่อว่า ดาต้าสามารถพัฒนาขีดความสามารถให้สูงขึ้นได้อีก ซึ่ง รศ.ดร.ธีร เจียศิริพงษ์กุล คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะพาร์ทเนอร์ด้านองค์ความรู้และส่งต่อเครื่องมือสู่ผู้ประกอบการ เผยว่า กระบวนการทำงานภายใต้โครงการนี้จะมุ่งไปที่การพัฒนาไลน์การผลิตผ่านการใช้อุปกรณ์เซ็นเซอร์เพื่อสำรวจการทำงานแต่ละขั้นตอน พร้อมแจ้งผลให้ผู้ประกอบการรู้ตลอดเวลา รวมทั้งใช้หลักวิชาของไคเซ็นในทุกๆ กระบวนการเพื่อหาแนวทางปรับปรุงแก้ไข ซึ่งดาต้า เพาเวอร์ สามารถประยุกต์ใช้เครื่องมือและประสบความสำเร็จอย่างน่าภาคภูมิใจ
ดร.ศุภกิจ พฤกษอรุณ อาจารย์ที่ปรึกษาที่ทำงานร่วมกับ ดาต้า เพาเวอร์ อธิบายเพิ่มเติมว่า แบรนด์ DATA เป็นกรณีศึกษาที่ดีของผู้ประกอบการไทยที่นำความรู้และนวัตกรรมทางอุตสาหกรรมศาสตร์มาช่วยในการปรับประยุกต์ใช้กับกระบวนการผลิต และยังสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมได้จริง โดยเฉพาะในการผลิต จากเดิมเคยผลิตปลั๊กไฟได้ 4,500 ชิ้นต่อวัน นั่นอาจทำให้เกิดความพึงพอใจแล้ว แต่ความจริง ดาต้า เพาเวอร์ สามารถเพิ่มผลผลิตมากถึง 6,000 - 8,000 ชิ้นเลยทีเดียว ซึ่งโครงการนี้เข้ามาช่วยชี้ให้ผู้ประกอบการเห็นจุดอ่อนของการเสียโอกาสพัฒนาธุรกิจ โดยเฉพาะเรื่องการลดของเสีย พร้อมกันนั้นยังเสนอการใช้เทคโนโลยีมาช่วยวิเคราะห์ปัญหาและปรับประยุกต์ใช้ให้ถูกจุดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการพัฒนาสิ่งที่ดาต้า เพาเวอร์ มีอยู่แล้วดียิ่งขึ้น โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม
อภิสฤษฎิ์ นิรุชทรัพย์รดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ดาต้า เพาเวอร์ จำกัด เผยถึงความภาคภูมิใจกับรางวัลโล่เกียรติยศสถานประกอบการประสบความสำเร็จดีเด่น จากโครงการฯ ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่าดาต้า เพาเวอร์ เดินมาถูกทางแล้ว ถือเป็นรางวัลของการไม่หยุดพัฒนาของผู้ประกอบการไทย และยังเป็นการยืนยันว่าเอสเอ็มอีไทยก้าวไกลและทันกับโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะการนำ Automation เข้ามาใช้ในการทำงานมากขึ้น
“รางวัลที่ได้รับจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้ถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความเชื่อมั่นได้เป็นอย่างดี อย่างในกรณีที่ต้องดีลกับลูกค้าต่างชาติ รางวัลจะสะท้อนวิสัยทัศน์ และผลลัพธ์ที่เกิดจากการทำงาน ทำให้ลูกค้าอยากเข้ามาสนทนากับเรามากขึ้น หรือเข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์กับเราได้ง่ายกว่า และด้วยวิธีการเพิ่มขีดความสามารถที่เราได้รับจากโครงการฯ ยังสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อนบ้านเราได้อีกด้วย ยกตัวอย่างหากวันหนึ่ง DATA จะย้ายฐานการผลิตไปประเทศพม่า หรือเวียดนาม เราก็ไปพร้อมกับเทคโนโลยีในการควบคุมนี้ ซึ่งเทคโนโลยียังช่วยทลายกำแพงและข้อจำกัดด้านภาษาได้ เพราะทุกอย่างสามารถวัดผลได้จากจำนวน ตัวเลข และคะแนนที่ปรากฎออกมาได้เลย”
ซีอีโอของ ดาต้า เพาเวอร์ กล่าวเพิ่มเติมถึงแผนการในอนาคตว่า ดาต้ามีความพร้อมในเรื่องของ IOT อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ Product หรือ Process ในการผลิตหรือการทำงาน แต่การทำ Automate ทั้งไลน์การผลิตนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากดาต้ายังใช้แรงงานคนประกอบชิ้นส่วน แต่ถึงจะมีข้อจำกัดเช่นนั้นก็ตาม ผู้บริหารระดับสูงของดาต้า เพาเวอร์ก็ยังเชื่อมั่นว่า DATA สามารถพัฒนากระบวนการทำงานเพิ่มความเร็วในการผลิต ควบคู่ไปกับการต่อยอดประสิทธิภาพการผลิตให้ดียิ่งขึ้น ทำให้ยอดการผลิตเติบโตมากขึ้น พัฒนาสินค้าให้ได้ดีขึ้น โดยมีนโยบายปรับกระบวนการทำงานให้เป็น Full Automation มากที่สุด ขณะเดียวกันดาต้า เพาเวอร์ก็ต้องการใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือต่างๆ มาสำรวจต้นตอของปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคน เครื่องจักร เครื่องมือ หรือเงินทุน เพื่อให้สามารถโฟกัสและแก้ปัญหาอย่างถูกต้องตรงจุดได้ดียิ่งขึ้น และพร้อมนำข้อมูลต่างๆ ที่ได้มาวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อต่อยอด อาทิ Behavioral Process รวมถึงการนำข้อมูลมาลดทอน และเพิ่มเติมด้านการดีไซน์ ซึ่งจะมาช่วยต่อยอดให้การแก้ปัญหาเหล่านั้นมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้นได้