ทางด้าน กรอเรียกัวรองกรรมการฝ่ายการตลาด บริษัท ไวด์เฟธฟู้ด จำกัด กล่าวเสริมว่า ผลิตภัณฑ์แต่ละแบรนด์ของไวด์เฟธฟู้ด มีจำหน่ายครอบคลุมทั่วทั้งโลกทั้งRise Buddy ที่จำหน่ายอยู่ในฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา จีน ออสเตรเลีย และไต้หวัน รวมไปถึงตลาดใหม่บางแห่งที่กำลังดำเนินการให้พร้อมขายในอนาคต เช่น ฝั่งยุโรปอย่าง ฝรั่งเศส และตลาดเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะในญี่ปุ่น เกาหลี รวมไปถึงตลาดทางฝั่งภูมิภาคอาเซียนด้านผลิตภัณฑ์ Allrightมีวางจำหน่ายในออสเตรเลียและญี่ปุ่น ตามซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมี่ยม สำหรับผลิตภัณฑ์ Wonder Rice จะถูกวางตลาดในประเทศชิลี อินเดีย ฮ่องกงและอื่นๆ และด้านของ Mello ก็มีเป้าหมายวางขายสู่ตลาดที่นอกเหนือจากแบรนด์อื่นๆ ไปทั่วทั้งโลก
“ไวด์เฟธฟู้ดขายผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทที่ผลิตจากข้าวไทยในรูปแบบที่แตกต่างกัน จึงสามารถเติมเต็มลูกค้าได้ทุกวัย ตั้งแต่เด็กวัยหัดเดิน วัยรุ่น จนไปถึงผู้ใหญ่อีกทั้งการได้เจอกับลูกค้าจากหลายประเทศทั่วโลก ทำให้เรามั่นใจว่าจะสามารถนำประสบการณ์และแนวคิดใหม่ๆ มาสร้างขนมขบเคี้ยวจากข้าวไทย 100% ที่เป็นธรรมชาติ รสชาติอร่อย สร้างสุขภาพที่ดี พร้อมตอบสนองความต้องการลูกค้าชาวไทยของเราได้อย่างแน่นอน”
กรอเรียกัวให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า “สำหรับในประเทศไทย บริษัทจะใช้ Rise Buddy ผลิตภัณฑ์ข้าวแผ่นอบกรอบที่มีความนิยมมากที่สุด ในการแชร์ส่วนแบ่งในตลาด โดยจะเน้นไปที่กลุ่มวัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 16-19 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มองโลกเปิดกว้างด้วยความมั่นใจ ชอบออกไปท่องเที่ยวพร้อมแชร์เรื่องราวต่างๆ กับกลุ่มเพื่อน ซึ่งตรงกับภาพลักษณ์ของ Rise Buddy ส่วนอีกกลุ่มคือคนหนุ่มสาวที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงด้านมุมมองทั้งในชีวิตจริงและสังคมออนไลน์ซึ่งผลิตภัณฑ์ของเราจะมีให้เลือกถึง 10 รสชาติ
ในการบุกตลาดขนมขบเคี้ยวประเทศไทยในครั้งนี้ ไวด์เฟธฟู้ด ได้ร่วมกับ “บริษัท นิวเวฟ เอเชีย จำกัด” (New Wave Asia) โดยจะใช้เงินลงทุนกว่า 50 ล้านบาทเพื่อโปรโมทผลิตภัณฑ์ผ่านกิจกรรมการตลาดต่างๆ รวมถึงสร้างช่องทางการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย และมีการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์รวมไปถึงโปรโมชั่นกับร้านค้าปลีก ซึ่งในระยะแรกบริษัทจะทำกิจกรรมสนับสนุนสังคม เพื่อให้ชื่อของ RiseBuddy เข้าไปมีพื้นที่ในหัวใจคนไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแจกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ในกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยรังสิต และเป็นผู้ให้การสนับสนุน การแข่งขันชิงแชมป์โลกเทควันโดครั้งที่ 8 กับนักกีฬาและนักท่องเที่ยวกว่า 2,000 รายจากนั้นผลิตภัณฑ์จะเริ่มออกวางจำหน่ายในต้นปี 2019 ที่ห้างและร้านค้าปลีกอย่าง Top, The Mall ตามด้วยวางจำหน่ายอย่างเต็มรูปแบบในปลาย Q2 ที่ Big C, Tesco Lotus และ 7-ELEVEN ต่อไป
“ขั้นตอนแรกของการเปิดตัวผลิตภัณฑ์สู่ตลาด บริษัทจะมุ่งเน้นการกระจายสินค้าอย่างเต็มรูปแบบเพื่อสร้างการรับรู้ถึงแบรนด์และยังสามารถสำรวจความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเป้าหมายได้อีกด้วยโดยไวด์เฟธฟู้ดวางเป้าหมายว่าจะเข้าไปเป็นหนึ่งในคู่แข่งตลาดสแน็คไทยที่มีมูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท โดยหวังจะมียอดขายปีแรก 500 ล้านบาท พร้อมเพิ่มขึ้น 30% ต่อเนื่องทุกปีพร้อมก้าวไปสู่ความเป็นแบรนด์และผู้จัดจำหน่ายชั้นนำของอุตสาหกรรมอาหารและขนมขบเคี้ยว ที่มีความเป็นเลิศ 3 ประการ ได้แก่มีรสชาติเป็นเลิศ มีกระบวนการผลิตอย่างดีเลิศ และให้ความรู้สึกที่ดีเลิศ เพื่อตอบสนองรอยยิ้มและความพอใจของลูกค้าให้ดีที่สุด” โอลิเวอร์ เย้กล่าวทิ้งท้าย